Custom Search By Google

Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2552

อยากเปิดร้านกาแฟ เริ่มต้นยังไง

อยากเปิดร้านกาแฟ เริ่มต้นยังไง



หากใครที่อยากเปิดร้านกาแฟสดครับ
สิ่งที่สำคัญที่สุดหากคุณอยากจะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ กับการทำร้านกาแฟสดครับ
1.เมล็ดกาแฟ รสชาด เป็นสิ่งที่สำคัญ รสชาดที่ดีมาจากเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพ วิธีการคั่ว และแหล่งที่ปลูกครับ
2.ทำเล หากคุณอยู่ในแหล่งชุมชน มีคนวัยทำงาน หรือวัยเรียน เด็กโตครับ เช่นมหาวิทยาลัย สบายครับ หรือถนนสายใหญ่ๆที่มีรถผ่านมากๆครับ คนขับรถจำนวนมาก ชอบกินกาแฟครับ
3.ความเอาใจใส่ สังเกตลูกค้า จริงๆแล้ว การขายกาแฟ ก็เป็นงานบริการแบบหนึ่ง มีลูกค้ามาซื้อ ลูกค้าก็มีหลายๆแบบคุณต้องมีใจรักงานบริการ ก็เหมือนๆกับร้านเน็ตครับ
4.ศึกษาเค็ดลับ สูตร จริงๆข้อนี้ผมอาจจะหมายถึง ไปชิมของคนอื่นดูบ้าง รสชาดที่เขาเป็นไง ลองซื้อลองชิม เอามาปรับปรุงครับ
5.ทุน อันนี้ต้องมีครับ

เริ่มต้นยังไง
ผมก็คิดง่ายๆหลายตลบ แต่พอดีมีเพื่อนแนะนำครับ เอาที่ผมคิดแล้วกัน
1.ลองคำนวณดูว่า ที่ที่คุณคิดว่าจะขาย จะมีกี่คนซื้อ ประมาณกี่แก้ว คิดคราวกำไรแก้วละ 12 บาท คราวๆนะครับ ขาย 25ครับ หาก 30 35 ได้มากขึ้น
2.มีค่าเช่าไหม ค่าเข่าคุ้มไหม
3.จะทำร้านแบบไหน ห้องแอร์ ติดกระจก หรือไม่มีแอร์ Counter ธรรมดา เก้าอี้ สวยๆ หรือ พอนั่งได้ คำนวณออกมาเป็นต้นทุนทำร้าน
- ข้อนี้ผมเสนอนะครับ Counter ประมาณ 5000-15000 ลองหาแบบที่ชอบ อาจะจะเป็นไม้ เหมือนที่เราเคยเห็นข้างทาง หรือเป็นซุ้มเหมือนที่ขายชาไข่มุก
- เก้าอี้ มีแบบที่ขายตาม Index ชุดหนึ่ง 3000-4000 เก้าอี้สองตัวกับโต๊ะกลมหนึ่งตัว หรือ เป็นโต๊ะไม้เก้าอี้ 4 ตัว ไม้กามปู้ครับ ชุดละ 700 บาทยังไม่ทาสี แถวจัตุจักร
4.อุปกรณ์หลัก
- เครื่องชง 17000-30000 ไม่ควรแพงกว่านั้นครับเปิดร้านใหม่ยังไม่ต้องครับ เด๊วเรารู้เองว่าแบบไหนดี
- เครื่องบดเมล็ดกาแฟ อันนี้ซื้อก็ได้ไม่ซื้อก็ได้ หากเครื่องชงไม่มีที่บดในตัวก็ต้องซื้อครับ 4000-18000 เลือกดูครับ
- โหลกาแฟ 5-6 ใบ (300-500)
- ช้อนชง โลตัส แมคโคครับถูกดี
- แก้วตวง อันนี้ก็ โลตัส แมคโคครับ เป็นแก้วใส่ๆ มีสเกลบอก (250-400) ควรมีขั้นต่ำ 2 ใบครับ
- ถังน้ำแข๊ง
- ถาด, ที่เปิดนม, ที่ใส่หลอด, กระติกน้ำร้อน
- ที่ล้างแก้วครับ ต่อน้ำประปาเรียบร้อบ มีซิ้งแบบสำเร็จถังเดียวก็พอครับ
5.แหล่งซื้อ เมล็ดกาแฟ ชา ชาเขียว ชามะนาว โกโก้ และอื่นๆที่คุณอยากจะขาย อันนี้แล้วแต่ครับ มีมายมากหลายที่ หลายรสชาด คุณต้องลองว่าคุณชอบอันไหนครับ ส่วนใหญ่ก็ขายเป็นกิโล คราวๆก็มีตั้งแต่ราคา 250-450 ต่อกิโลครับ
6.หาสูตร จริงๆแล้วสูตรมีมากมาย ในเน็ตก็พอหาได้ แต่ควรมีคนแนะนำครับช่วงเริ่มต้น อันนี้ผมช่วยได้

ลองคิดเล่นว่าวันนี้คุณเตรียมสิ่งเหล่านี้เสร็จจแล้ว พรุ่งนี้ขายได้เลย จะมีโปรโมชั่น 10 แก้วแถม 1 แก้ว หรืออะไรก็แล้วแต่ครับ
หากคุณขายได้ ประมาณ 35 แก้ว ผมแนะนำเริ่มต้นที่ 30 บาทครับ น่าจะได้ 15-17 บาทต่อแก้ว ก็จะได้ประมาณ 525-595 บาทต่อวัน อันนี้กำไรนะครับ เดือนหนึ่ง 15000 ไม่ยากครับ เพื่อนผมขายได้ 70-80 แก้ว คิดเอาเองครับ
ไม่เกิน 5-6 เดือนคืนทุนครับ

อย่างร้านที่ดังๆติดถนนมิตรแถวๆมวกเหล็กผมได้ยินมาว่า ขายดีๆได้ 2-3 ร้อยแก้ว พระเจ้าจอร์จ

คิดให้ออกว่าจะขายหรือปล่าว ตัดสินใจได้ก็ลุยเลยครับ
เริ่มต้นก็ลองมองๆ ร้านแกฟาสด แถวๆบ้านก่อน เขาทำร้านยังไง มีต้นไม้ เก้าอี้แบบไหน บวกลบคูณหารดู มีทุนก็ได้เลยครับ
ตัดสินใจได้ก็หาเครื่อง หาแหล่งซื้อเมล็ดครับ และวัตถุดิอื่นๆ จะให้ผมช่วยก็ได้ จริงๆมีคนมาถามเยอะกะจะเอามาขายเหมือนกัน ไม่เอากำไรมากหรอกครับ ราคาที่ได้มีก็พอๆกับเจ้าอื่นๆ อาศัยได้ค่าน้ำมันตอนไปซื้อ

อีก 2 อย่างครับที่ต้องซื้อประจำนอกจากเมล็ดกาแฟและวัตถุดิบอื่นๆ ก็คือ
1.นมต่างๆ นมข้นกระป๋อง หรือนมข้นถุง นมจืดกระป๋อง อันนี้ต้องแมคโคครับถูกสุด หากไม่ได้อยู่ใกล้ก็อาจจะแพงนิดหนึ่ง นมจืดขวด พวกเมจิครับ เอาไว้ทำลาเต้ เซเว่นครับ
2.แก้ว ฝา หลอด ตลาดไทครับถูกสุด อันนี้กำลังหาแหล่งใหม่อยู่ครับ ให้เข้าส่งมาให้ก็มีครับ เด๊ยวจะบอกอีกทึ ทำโลโก้เองยังได้เลยครับ

ไม่รู้จะบอกอะไรอีกแล้วคิดได้แค่น้ครับ เริ่มมึนๆแล้ว เพิ่งทำคอมเสร็จ ลงโปรแกรม 18 เครื่อง

อยากรู้อะไรหรือสงสัย ถามในนี้เลยครับ คนอื่นจะได้ดูด้วย

ยินดีครับ

ไม่รู้เขียนผิดมั่งหรือป่าว

ไข่กระทะ เมนู 'ทำเงินรับอรุณ'

ช่องทางทำกิน 2548 : ไข่กระทะ เมนู 'ทำเงินรับอรุณ'
Source - เดลินิวส์ (Th)
Saturday, April 30, 2005 17:01

การเปิดร้านขายเครื่องดื่ม-ร้านกาแฟในยุคปัจจุบัน จะทำให้ประสบผลสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ถ้ามีจุดขายที่เด่นและน่าสนใจ ซึ่งแต่ละร้านก็ต้องพยายามหาสิ่งที่ช่วยดึงดูดลูกค้า เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้านให้มาก ๆ
และสำหรับรายที่ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” นำมาเสนอกันในวันนี้...คือ “ไข่กระทะ”mmmmm
พรทิพย์ อั่นใจเอก วัย 36 ปี เจ้าของร้าน เล่าให้ทีมงานฟังว่า จบปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏสวนดุสิต แล้วเรียนหาความรู้เพิ่มเติมด้านการตลาดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเข้าสู่การทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทเครื่องสำอาง แต่ต่อมาเพราะความจำเจของงานประจำจึงเกิดความเบื่อ ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจดูบ้าง จึงลาออกมาเพื่อตามฝันของตัวเอง
“เปิดร้านขายน้ำชา-กาแฟโบราณมาหลายปีแล้ว เล็งเห็นว่าปัจจุบันคนนิยมบริโภคกาแฟกันมาก รวมถึงตัวเองด้วย เรื่องฝีมือไม่ต้องห่วง เพราะครอบครัวเคยเปิดร้านขายกาแฟมาหลายรุ่น แต่ร้านขายกาแฟตอนนี้มีอยู่เยอะมาก ก็มานั่งคิดว่าจะทำวิธีไหนเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้านให้มาก ก็คิดว่าพฤติกรรมคนไทยเช้า ๆ จะไม่ทานกาแฟอย่างเดียว เราก็น่าจะเพิ่มอาหารเช้า 2-3 อย่าง ให้แปลกและแตกต่างไปจากร้านอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง จึงใช้เหตุผลนี้เพิ่มรายการอาหารเข้ามา และก็เป็นที่มาของเมนูไข่กระทะ”
พรทิพย์บอกว่า “ไข่กระทะ” สูตรที่ทำขายเป็นสูตรประยุกต์ไม่เหมือนต้นฉบับ ซึ่งเธอเองก็เป็นคนชอบทานไข่กระทะ และได้ไปทานมาหลายที่ หลายจังหวัด แต่ละที่ก็ทำไม่ต่างกันเท่าไหร่ จะไม่เหมือนกันก็ตรงวัตถุดิบที่อาจต่างกันไปบ้างตามแต่ละท้องถิ่น
ในการทำขายของเธอ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็มี.... เตาแก๊ส, เตาปิ้งขนมปัง, กระทะธรรมดา และกระทะเล็กขนาดปากกว้าง 6 นิ้ว, คีมคีบ, มีด, เขียง, ผ้าสำหรับจับกันความร้อน, ฝาสำหรับปิดกระทะ และถาดขนาดเล็ก
ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ก็จะมี.... ขนมปัง, ไข่ไก่, หมูยอ, หมูสับ, แฮม, ไส้กรอก, กุนเชียง, เนยสด, ต้นหอม, น้ำมันพืช, พริกไทยป่น, ซอสมะเขือเทศ ซอสศรีราชา และซอสปรุงรส เป็นต้น
วิธีทำ..... เริ่มจากนำกระทะตั้งไฟให้พอร้อน ใส่เนยและน้ำมันพืชนิดหน่อยลงไป ใส่หมูสับลงไปรวนให้สุก ปรุงรสตามชอบ ตักขึ้นตั้งพักไว้
นำหมูยอ, กุนเชียง และไส้กรอก ลงทอดในน้ำมันน้อย ๆ พอให้สุกผิวตึง ตั้งพักไว้สักครู่ นำมาหั่นเฉียงเป็นชิ้นขนาดพอสวยงาม ใส่ภาชนะพักไว้
ต้นหอมก็ล้างสะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็ก แฮมหั่นเป็นเส้น ๆ เตรียมไว้
เมื่อต้องการจะทำเป็น “ไข่กระทะ” ก็นำกระทะขนาดเล็กที่ล้างสะอาดแล้วตั้งบนเตา ใช้ความร้อนปานกลาง พอกระทะร้อนตักเนยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะใส่ลงไป พอเนยละลาย ใช้ช้อนช่วยเกลี่ยเนยให้ทั่วกระทะ
จากนั้นนำไข่ไก่ 2 ฟอง ตอกใส่ลงไปในกระทะที่ร้อนพอประมาณ ใช้คีมคีบจับหูกระทะเทละเลงไข่ไก่ให้ทั่วกระทะ นำหมูสับที่รวนสุกเตรียมไว้แล้วใส่ตามลงไป ตามด้วยหมูยอ, กุนเชียง และไส้กรอกที่เตรียมไว้
ใช้ช้อนช่วยกดให้วัตถุดิบทั้งหมดจมลงไปในไข่เล็กน้อย ใช้ฝาปิดอบทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที หรือให้ไข่สุกตามความต้องการ เสร็จแล้วก็โรยหน้าด้วยแฮม, ต้นหอม และพริกไทย
เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พร้อมจะเสิร์ฟกับซอสมะเขือเทศ และซอสพริกศรีราชา
แต่ที่เป็นของคู่กันก็คือ “ขนมปัง” โดยนำขนมปังหัวกะโหลกมาเลื่อยหั่นเป็นชิ้น หนาประมาณ 1 นิ้ว ปิ้งด้วยไฟอ่อน ๆ หมั่นกลับด้าน พอให้ขนมปังพอเหลือง และมีกลิ่นหอมกรุ่น ก็เป็นอันใช้ได้
ที่ร้านของพรทิพย์นั้น นอกจากจะขายชา-กาแฟร้อน ๆ และเครื่องดื่มเย็น ๆ ที่หลากหลาย อาทิ นมเย็น, นมน้ำแดง, กาแฟเย็น, โกโก้เย็น, ชาเย็น, ชามะนาว, น้ำมะนาว, น้ำมะนาวโซดา, บ๊วยมะนาว, น้ำสิงคโปร์, น้ำเขียวโซดา, บลูเบอรี่ปั่น, สตรอเบอรี่ปั่น, ลูกพรุนปั่น, ชาเขียวปั่น ฯลฯ แล้ว...ก็ได้เมนูอาหารเช้าอย่าง “ไข่กระทะ” มาช่วยสร้างรายได้อีกทางโดยราคาขายไข่กระทะนั้น อยู่ที่ชุดละ 25 บาทและนอกจากนี้ก็ยังมี ข้าวต้มกระดูกหมู และขนมปัง...นม-เนย, เนย-สังขยาใบเตย, เนย- ช็อกโกแลต, เนย-นมข้นหวาน, เนย-แยมส้ม/สตรอเบอรี่ และน้ำพริกเผา ซึ่งก็เป็นที่นิยมของลูกค้าเช่นกันmmmmm
พรทิพย์เปิดร้านขายอยู่ที่ซอยเฉยพ่วง ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ใครสนใจจะไปชิมรสชาติ “ไข่กระทะ” หรืออื่น ๆ ก็สามารถสอบถามตำแหน่งร้านที่แน่ชัดอีกครั้งได้ที่ โทร. 0-9133-8499
ร้านนี้เขาใช้กลยุทธ์การขายแบบ “ครบเครื่อง”
ซึ่งก็ถือ “เป็นจุดดึงดูดลูกค้า” ที่ได้ผลดี !!.เชาวลี ชุมขำ : รายงานจเร รัตนราตรี : ภาพ--จบ--

--เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 พ.ค. 2548--

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

แฟรนไชส์ : เจาะลึก เรื่อง การเปิดร้านกาแฟ

แฟรนไชส์ : เจาะลึก เรื่อง การเปิดร้านกาแฟ

ธุรกิจกาแฟ กำลังอยู่ในกระแสนิยมมากที่สุดในขณะนี้ มีผู้ที่สนใจทำธุรกิจนี้มากมาย ถึงแม้ว่าตลาดยัง สามารถที่จะ ขยายตัวได้อีกมากก็ตาม แต่ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ ก็ต้องมีฝีมือในการดำเนินงานเหมือนกัน จึงสามารถจะอยู่รอด เรื่องราวของการเจาะลึก การเปิดร้านกาแฟ จะทำให้คุณได้รู้ว่า เรื่องของเมล็ดพันธุ์ หลักในการออกแบบร้าน ความรู้เรื่องเครื่องกาแฟ การบริหารการจัดการร้าน และรวมไปถึงการสร้างเมนูกาแฟต่าง ๆ

ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์

จุดกำเนิดของกาแฟเล่ากันว่า มาจากประเทศเอธิโอเปีย แต่บางตำราก็กล่าวกันว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศเยเมน ซึ่งกาแฟในโลกนี้ มีหลากหลายสายพันธ์ และปลูกได้ดีในบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตรของโลก ซึ่งคุณภาพของกาแฟ ที่มีชื่อเสียงก็มาจากแหล่งปลูกที่ต่าง ๆ ของโลกนั่นเอง จนกระทั่งเราสามารถแบ่งประเภทของกาแฟตามแหล่งปลูกได้ เช่น กาแฟบราซิล ซึ่งเป็นแหล่งที่ปลูกกาแฟได้มากที่สุดในโลก หรือแหล่งปลูกในเขตอเมริกากลาง เช่น โคลัมเบีย เป็นต้น หรือแหล่งปลูกในเขตตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ ประเทศเยเมน เอธิโอเปีย และเคนย่า หรือในแหล่ง ปลูกของประเทศที่เป็นเกาะ เช่น จาไมก้า เป็นต้น ส่วนแหล่งปลูกในเขตเอเชีย ก็ได้แก่ ประเทศอินโดนีเชีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ และไทย
สำหรับปริมาณการผลิตกาแฟของโลกนั้น สามารถเรียงตามลำดับ ได้ดังนี้ คือ

1. กลุ่มประเทศบราซิล ผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก ผลิตประมาณได้ 1.6 ล้านตัน/ปี
2. กลุ่มประเทศเอเชีย ผลิตได้ประมาณ 1.3 – 1.5 ล้านตัน/ปี
3. ประเทศเขตแอฟริกา ผลิตได้ประมาณ 1 ล้านตัน/ปี
4. โคลัมเบีย ประเทศผู้ผลิตอันดับ 2 ผลิตได้ ประมาณ .72 ล้านตัน/ปี

ดังนั้นการที่เราได้ยินชื่อเมนูกาแฟ ว่ากาแฟบราซิล กาแฟโคน่า... ซึ่งก็หมายถึงแหล่งปลูกนั่นเอง

กาแฟที่มีชื่อเสียง

กาแฟ คอฟฟาลิกา จะเป็นกาแฟ ที่มีชื่อเสียงของทางยุโรป กาแฟโคลัมเบียก็เป็นกาแฟ ที่มีชื่อเสียงมากของโลก และที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือ บลูเม้าเทน ก็มาจากจาไมก้าซึ่งผลิตได้น้อย แต่ก็มีชื่อเสียงมาก กาแฟฮาราก็ปลูกมากที่ประเทศเอธิโอเปีย กาแฟชวาก็ปลูกมากที่อินโดนีเซีย ส่วนกาแฟมอคค่าก็มีแหล่งปลูกที่ประเทศเยเมน

กาแฟไทย

กาแฟถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน ประเทศไทยผลิตกาแฟได้มากในแถบเอเชีย ซึ่งมีผลผลิตเป็นรองจากเวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อเทียบกับผลผลิตของโลกทั้งหมด เราสามารถผลิตประมาณ 8 หมื่นตัน/ปี คิดเป็น 1.2-1.3% ของทั้งหมดเท่านั้น แต่ผลผลิต 90-95% เป็นสายพันธุ์โรบัสต้า กาแฟที่ผลิตได้เราบริโภค ภายในประเทศ 30,000 – 50,000 ตัน ที่เหลือประมาณ 50,000 – 55,000 ตัน จะส่งออกขายไปยังประเทศ อเมริกา เกาหลี เนเธอแลนด์ ญี่ปุ่น และโปแลนด์ เป็นต้น ซึ่งการส่งออก มีทั้งประเภทที่แปรรูปแล้ว และส่งเป็นเมล็ดกาแฟ ที่มีโรงงานกาแฟยี่ห้อดัง ๆ อยู่ตามจังหวัดภาคใต้ ที่เปิดบริษัทรับซื้อเมล็ดกาแฟ แล้วนำมาคั่วบด หรือทำเป็นกาแฟสำเร็จรูปส่งจำหน่าย การปลูกกาแฟในประเทศไทย มีมานานกว่า 20 ปีแล้ว

สายพันธุ์ของกาแฟ

ก่อนที่คุณจะทำธุรกิจกาแฟนั้น คุณจะต้องรู้จักสายพันธุ์กาแฟก่อน สายพันธุ์กาแฟในโลกนี้มีอยู่ 4 สายพันธุ์คือ อาราบิก้า โรบัสต้า เอ็กซิล่า และเบอริก้า แต่สายพันธุ์ที่ปลูกได้มากในประเทศไทย มี 2 สายพันธุ์ คือ โรบัสต้า และอาราบิก้า เพราะก่อนที่คุณจะซื้อกาแฟคุณจะต้องถามผู้ขายว่าใช้กาแฟ สายพันธุ์อะไร กาแฟพันธุ์อาราบิก้านั้น จะมีความหอมชวนดื่ม ปลูกมากทางภาคเหนือ เพราะชอบอากาศเย็น ปลูกที่เชียงใหม่มากที่สุดและมีที่แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงราย ผลผลิตผลิตได้ 800-850 ตัน/ปี คิดเป็น 4-5% ของที่ผลิตได้ในประเทศเท่านั้น เพราะพื้นที่ที่มีอากาศเย็นของบ้านเรามีน้อย ส่วนสายพันธุ์โรบัสต้า จะมีกลิ่นหอมน้อยกว่า อาราบิก้า ปลูกได้มากทางภาคใต้ของประเทศ คือ จังหวัด ระนอง ชุมพร กระบี่ นครศรีธรรมราช ผลิตได้ประมาณ 95% ของผลผลิตทั้งหมดของประเทศ

ตลาดกาแฟ
การจำหน่ายกาแฟ จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มด้วยกันคือ

1. กาแฟคั่วบด คือกาแฟสำหรับตลาดระดับบน เป็นกาแฟเมล็ดที่คั่วแล้ว และนำมาบดชงให้ลูกค้าดื่ม ในการทำธุรกิจตลาดนี้มักใช้ สายพันธ์อาราบิก้า นำมาคั่วบดซึ่งจะมีความหอมชวนดื่มมากกว่า ธุรกิจตลาดระดับพรีเมี่ยมนั้นเกิดมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แต่มาในช่วง 2-3 ปีหลังนี้มีการขยายตัวชัดเจนและเร็วมากกว่า 6 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2540 ธุรกิจนี้กำลัง อยู่ในกระแสนิยมเป็นแฟชั่น ซึ่งตลาดยังเปิดกว้าง แต่ประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจธุรกิจนี้จะต้องตระหนัก ก็คือจำนวนกลุ่มเป้าหมายมีน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นกลางขึ้นไป ซึ่งมีเพียงร้อยละ 20 ของประชากร ซึ่งนับว่า เป็นจุดที่มีความเสี่ยงในการลงทุน ดังนั้นก่อนที่คุณจะเปิดร้านจะต้องมีการทำการศึกาพฤติกรรมของผู้บริโภค ในบริเวณนั้นให้แน่ใจเสียก่อนว่า จะมีกลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้บริการร้านของคุณมากพอ คุ้มค่ากับการลงทุนของคุณหรือไม่ นอกจากนี้ภาวะการแข่งขัน เป็นอีกข้อหนึ่งที่คุณต้องคิดถึง เพราะถ้าหากมีร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่มีทุนสูงและมีความสามารถในการดำเนินงานที่ดีกว่า จะทำให้การแข่งและเกิดความเสี่ยงเช่นกัน ถึงแม้ตลาดนี้ยังมีโอกาสที่กว้างอยู่ แต่การแข่งขันจะทำให้เกิดการคัดเลือกเฉพาะรายที่ดีที่สุด และมีจุเด่นของตัวเอง เท่านั้นที่จะอยู่ได้
2. กาแฟผงสำเร็จรูป เป็นกาแฟผงที่ใช้ชงกันตามบ้าน ซึ่งมีการบริโภคกันมากที่สุด
3. กาแฟพร้อมดื่ม คือกาแฟกระป๋อง

ปัจจัยที่มีผลต่อรสชาติของกาแฟ
ถ้าหากร้านของคุณจะชงกาแฟได้อร่อยกว่าร้านของคนอื่น คุณจะต้องทราบว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อรสชาติของกาแฟ ซึ่งก็มี 5 ส่วนก็คือ

1. ชนิดของกาแฟ
2. การคั่วบด
3. วิธีการชง
4. ส่วนผสมพิเศษต่าง ๆ หรือ สูตรกาแฟ
5. การเก็บรักษา

1. ชนิดของกาแฟ
การเลือกกาแฟ ผู้ขายจะต้องเรียนรู้ว่ากาแฟอะไร มีกลิ่นหอม และรสชาติที่แตกต่างกันอย่างไร และใช้กาแฟบด หรือกาแฟสำเร็จรูป ในกลุ่มของกาแฟคั่วบด จะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
- สเตรทคอฟฟี่ (Straight coffee) หมายถึง พันธุ์อาราบิก้าแท้ 100% ที่มาแหล่งปลูกเดียวกัน เช่น บราซิล เคนย่า จาไมก้า บลูเม้าเท่น เป็นต้น
- คอฟฟี่ แบล็นด์ เป็นการใช้กาแฟผสมกัน เช่น พันธุ์อาราบิก้าผสมกับ โรบัสต้า หรือใช้พันธุ์อาราบิก้า 2 ชื่อขึ้นไปผสมกัน

2. การคั่วบด
กาแฟที่มีรสชาติอ่อน และรสเข้มนั้น เกิดจากการคั่วบด และวิธีการบดหยาบหรือละเอียด ก็เป็นตัวแปรอีกอันหนึ่งของรสชาติของกาแฟแตกต่างกัน กาแฟที่บดหยาบ รสชาติจะอ่อนกว่า กาแฟที่บดละเอียด ก่อนบดกาแฟทุกครั้ง ขอให้คุณแน่ใจว่าเป็นชนิดไหน เพื่อให้ได้ขนาดของเกล็ดเหมาะกับอุปกรณ์ โดยหลักของการบดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาของน้ำชงผ่านกาแฟเพราะฉะนั้น เวลาที่ใช้ในการชงกาแฟ ยิ่งเร็ว เกล็ดของกาแฟ จะยิ่งละเอียด หรือเวลาที่ใช้ในการชงกาแฟยิ่งช้าเกล็ดของกาแฟจะยิ่งหยาบ

3. วิธีการชง
วิธีการชงกาแฟจะมีหลายแบบด้วยกัน คือแบบกระดาษกรอง แบบใช้แรงดัน หรือแบบเครื่องชงอัตโนมัติ ซึ่งวิธีการชงก็จะมีผลที่ทำให้รสชาติของกาแฟออกมาไม่เหมือนกัน จุดเริ่มต้นของวิธีการชงในปี ค.ศ.1300 กาแฟมีการนำเมล็ดกาแฟดิบมาคั่ว แล้วต้มดื่มทั้งเม็ด ยังไม่มีการบด ต่อมามีการนำเม็ดที่คั่วมาตำให้แตกเป็นผงแล้วนำไปต้มน้ำให้เดือด แล้วดื่มทั้งกาแฟที่แช่อยู่ในน้ำ ซึ่งยังไม่มีการกรอง
ต่อมาพบว่าการต้มพร้อมดื่มมีรสชาติที่เข้มเกินไป จึงกรองผงกาแฟออกเป็นน้ำกาแฟที่มีรสอ่อนลง แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยม จนกระทั่งปี ค.ศ. 1710 ชาวฝรั่งเศส มีการคิดค้นวิธีการชงกาแฟแบบใหม่ คือ การนำน้ำร้อนไปเทผ่านกาแฟคั่วบด ด้วยการนำกาแฟคั่วบดใส่ถุงผ้าที่ขึงปากถุงด้วยลวด แล้วเทน้ำร้อนผ่านถุงผ้า ผลที่ได้ก็คือ น้ำกาแฟมีรสชาติกลมกล่อมลงตัว กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายแทนการต้มกาแฟ และหลังจากนั้นก็มีการพัฒนาเครื่องชงกาแฟหลายรูปแบบ โดยใช้หลักการเอาน้ำร้อนผ่านกาแฟ เพื่อสกัดเอารสชาติของกาแฟออกมา

มีเทคนิคแนะนำง่าย ๆ เพื่อให้ชงกาแฟได้อร่อยก็คือ

- ใช้กาแฟคั่วบดที่ใหม่สดเสมอ
- บดกาแฟให้ได้เกล็ดเหมาะกับอุปกรณ์กาแฟที่ใช้ (หยาบ ปานกลาง ละเอียด ผง)
- ใช้ปริมาณให้เพียงพอต่อการชง 1 ถ้วย ปกติกาแฟ 1 ถ้วย ใช้กาแฟคั่วบด 8-10 กรัม แต่ถ้าชงกาแฟ ในน้ำที่กระด้างมาก หรือชงกาแฟที่ใส่นมควรเพิ่มกาแฟคั่วบดให้มากขึ้นเล็กน้อย
- ใช้น้ำสะอาด ปราศจาก ตะกอน สี กลิ่น รส
- น้ำร้อนที่มีอุณหภูมิเหมาะสมในการชงกาแฟ คือ อุณหภูมิ 94 องศาเซลเซียส หรือน้ำร้อนหลังจากที่เดือดและปล่อยทิ้งไว้สักครู่ ไม่ควรใช้น้ำร้อนที่เดือดจัดชงกาแฟ เพราะจะทำให้ผงกาแฟไหม้ หรือถูกลวกอย่างแรง ทำให้น้ำกาแฟที่ได้จะขม
- กรณีที่อากาศเย็น ควรลวกถ้วยกาแฟให้ร้อนก่อนเทน้ำกาแฟลงไป
- ดื่มกาแฟที่ชงเสร็จใหม่ ๆ
- ไม่ควรนำผงกาแฟที่ใช้แล้วมาชงซ้ำอีก

4. ส่วนผสมพิเศษต่าง ๆ
ชนิดของส่วนผสมของน้ำตาล ครีม ทำให้รสชาติแตกต่างกันออกไป จะเห็นว่าแต่ละร้านมีการเลือกส่วนผสมที่หลากหลาย เช่น คาปูชิโน บางแห่งก็ใช้นมสด บางแห่งให้นมถั่วเหลือง และไซหรับที่ใส่ในกาแฟ ช็อคโกแลต คาราเมล วานิลา น้ำผึ้ง เครื่องเทศ สุรา ไอศกรีม และวิปปิ้งครีมต่าง ๆ สามารถนำมาประยุกต์ทำเป็นสูตรของตัวเองที่ทำให้รสชาติต่างไปจากร้านอื่นได้

5. การเก็บรักษา
กาแฟที่สัมผัสกับอากาศนั้นจะทำให้กลิ่นหมดไปและมีผลต่อรสชาติ ดังนั้นผู้ที่ขายกาแฟจะต้องให้ความสำคัญ ศึกษาวิธีการเก็บรักษา ควรเก็บกาแฟคั่วบดให้อยู่ในภาชนะที่ปิดสนิท วางให้ห่างจากอาหารที่มีกลิ่นแรง ห่างจากแสงแดด และเก็บในอุณหภูมิห้องปกติ ควรเลือกขนาดภาชนะให้เหมาะกับปริมาณกาแฟ เพื่อขจัดช่องว่างของอากาศให้น้อยที่สุด ควรซื้อกาแฟใช้พอใช้ของแต่ละรอบเพื่อให้ได้กาแฟที่ใหม่ สดเสมอ ควรล้างและเก็บรักษาอุปกรณ์การชงกาแฟ ให้สะอาดทั้งก่อนใช้และหลังใช้

อุปกรณ์การชงกาแฟ
การชงกาแฟคั่วบดมีหลักการพื้นฐานง่ายที่ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ ที่สามารถนำน้ำร้อนผ่านเพื่อสกัดเอาน้ำกาแฟที่เต็มไปด้วย รสชาติ ความหอม และความสดจากกาแฟแท้ ไม่มีอุปกรณ์ชิ้นใดที่ถูกระบุว่าเป็นอุปกรณ์ชิ้นที่ดีที่สุด ในการชงกาแฟ ควรขึ้นอยู่กับความสะดวก ความชอบของแต่ละท่านที่มีต่ออุปกรณ์การชงกาแฟชิ้นนั้น ๆ อย่างไรก็ตามเราก็ต้อง รู้จักเครื่องชงของแต่ละประเภทสำหรับการเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม คือ

เครื่องชงกาแฟแบบกรอง
เครื่องชงกาแฟแบบกรอง ประดิษฐ์ขึ้นโดย M.DeBelloy ตัวเครื่องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนบน และส่วนล่าง วิธีการชง เทน้ำร้อนใส่กรอยด้านบนที่มีกาแฟบดปานกลาง บรรจุอยู่ในกระดากรอง น้ำจะไหลผ่าน และค่อย ๆ หยดเป็นน้ำกาแฟที่โถรองด้านล่าง
กาแฟที่ได้จะถูกใจผู้ที่ชื่นชอบกาแฟบางใส รสชาติกลมกล่อม รสเข้มปานกลาง ปราศจากความมัน แต่จะมีผงกาแฟ เป็นส่วนประกอบตามธรรมชาติ ที่เป็นสไตล์ของเครื่องชงกาแฟแบบกรอง
ในตลาดของเครื่องชงกาแฟแบบกรอง จะมีการผลิตออกมาวางจำหน่ายเป็น จำนวนมากหลากหลายรูปแบบ ให้ได้เลือกตามความต้องการ มีให้เลือกได้ตั้งแต่ตามขนาดของกระดาษกรอง วัสดุที่ใช้ทำตัวกรอง หรือแม้แต่รูปร่างของกรวยที่วางกระดาษกรอง ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มดังนี้

- เครื่องชงกาแฟแบบกรอง กรวยกาแฟทรงโคน
- เครื่องชงกาแฟแบบกรอง กรวยกาแฟทรงลิ่ม
- เครื่องชงกาแฟแบบกรอง กรวยกาแฟทรงท้องแบน

เครื่องชงกาแฟระบบสูญญากาศ (Vacuum)
เทคนิคการชงกาแฟที่น่าตื่นตาตื่นใจ ถูกประดิษฐ์ประมาณปี 1840 โดยวิศวกรชาวสก๊อต Robert Napier ประกอบด้วยกระเปาะแก้ว 2 ใบ พร้อมท่อส่งน้ำ ตัวกรองตรงกลาง และตะเกียงจุดไฟเล็ก ๆ บางครั้งเราเรียกอุปกรณ์ชิ้นนี้ว่า “ไซฟ่อน” หรือ “กาลักน้ำ”
กาแฟที่ได้จากการชงด้วยระบบสูญญากาศนี้ รสชาติของกาแฟที่ได้ ไม่มีความแตกต่างด้วย วิธีการชงกาแฟแบบกรอง กาแฟที่ได้จะบางใส รสชาติ เข้มปานกลาง ปราศจากความมัน และผงกาแฟที่เป็นส่วนประกอบ ตามธรรมชาติที่ควรมี ส่วนความแตกต่างที่ชัดเจนคือ ความซับซ้อนของ กระบวนการชงกาแฟที่เกิดจากการถ่ายเทน้ำ ไปมาระหว่างกระเปาะแก้ว 2 ใบ ซึ่งสามารถสร้าง ความพิศวงให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่น้อย

การเตรียมกาแฟด้วยเครื่องชงกาแฟแบบกรอง

1. เติมน้ำในกระเปาะแก้วใบล่าง
2. ค่อย ๆ ใส่กระเปาะแก้วใบบนพร้อมท่อส่งน้ำไว้บนกระเปาะแก้วใบล่างยึดกระเปาะแก้ว 2 ใบ ให้แน่นติดกันโดยค่อย ๆ กดและบิดกระเปาะแก้ว 2 ใบ ในลักษณะสวนทางกัน
3. จุดไฟที่ตะเกียง วางตะเกียงใต้กระเปาะแก้วใบล่าง ตักกาแฟใส่ในกระเปาะแก้วใบบน
4. หลังจากนั้นน้ำที่ถูกต้มจนเดือดแล้ว จะค่อย ๆ ไหลขึ้นไปละลายกาแฟที่อยู่ในกระเปาะด้านบนตามท่อส่งน้ำ เมื่อน้ำเดือดในกระเปาะล่าง ไหลขึ้นไปในกระเปาะบนเกือบหมดแล้วให้ดับไฟที่ตะเกียง น้ำที่เหลือยังคงไหลอยู่
5. ชงกาแฟกับน้ำในกระเปาะ ด้านบนให้เข้ากัน และให้แน่ใจว่ากาแฟเปียกน้ำทั้งหมดอย่างทั่วถึง
6. เมื่ออุณหภูมิในกระเปาะแก้วใบล่าง เริ่มลดลงในระดับหนึ่งจะทำให้เกิดภาวะสูญญากาศ ขึ้นในกระเปาะแก้วใบล่าง ในภาวะเช่นนี้น้ำกาแฟ ที่อยู่ในกระเปาะ แก้วด้านบนจะถูกดูดลงมา อยู่ใน กระเปาะแก้วใบล่าง และทิ้งกาแฟที่ใช้แล้วไว้ในกระเปาะแก้วด้านบน
7. ค่อย ๆ ดึงกระเปาะแก้ว ด้านบนออก
8. เทน้ำกาแฟที่ได้ในกระเปาะล่าง ในถ้วยกาแฟเสริฟทันที

การชงกาแฟระบบแรงดันไอน้ำ (Espresso Machine)

โดยหลักพื้นฐานการชงกาแฟ ของเครื่องชงกาแฟทั่วไปคือ การนำกาแฟคั่วบดแช่ในน้ำร้อน เพื่อให้กาแฟ ละลายส่วนความแตกต่าง ของเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่กับ เครื่องชงกาแฟทั่วไปคือ แรงดันไอน้ำ จะขับดันน้ำร้อน ผ่านกาแฟที่บดละเอียด ที่ถูกกดอัดอยู่ในบล็อกกรองออกมาเป็นน้ำกาแฟ

วิวัฒนาการของเครื่องชงกาแฟระบบแรงดันไอน้ำ
เครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่ที่เก่าแก่ที่สุดที่ใช้ตามร้านอาหารและเครื่องชงกาแฟเอสเปรสโซ่เล็ก ๆ ที่ใช้กันตามบ้านในสมัยก่อน ใช้หลักการง่าย ๆ คือ น้ำถูกต้มให้เดือดในแทงค์ปิดสนิทเพราะฉะนั้น แทงค์น้ำจะประกอบไปด้วยน้ำร้อนและไอน้ำที่รวมตัวอัดแน่นกันอยู่ ดังนั้นเมื่อเราเปิดวาวล์ที่อยู่ใต้ท่อน้ำ, ไอน้ำที่ถูกกักไว้ในแทงค์จะดันน้ำร้อนออกมาตามช่องวาวล์ที่เราเปิดไว้และพุ่งผ่านกาแฟบดจนกลายเป็นกาแฟเอสเปรสโซ่
ต้นแบบเครื่องชงกาแฟแรงดันไอน้ำหรือเครื่องชงกาแฟ เอสเปรสโซ่เริ่มประดิษฐ์ขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1822 โดย Louis Bernard Rabaut นับตั้งแต่นั้นมาได้มีการนำต้นแบบ เครื่องชงกาแฟแรงดันไอน้ำ นี้มาพัฒนาและปรับปรุงอีก หลากหลายรูปแบบจนกระทั่งปัจจุบัน

เจาะลึก เรื่อง การเปิดร้านกาแฟ (ภาค 2)

วิวัฒนาการของร้านกาแฟ
เริ่มจากรถเข็นขายกาแฟที่เราท่านเคยเห็นกัน จะมีถุงลวกกาแฟแล้วเทใส่น้ำตาล ใส่นม คนให้เข้ากัน แล้วก็ต้องทานกับปาท่องโก๋ ซึ่งเป็นของคู่กัน และมีโต๊ะกลมและเก้าอี้นั่ง มักจะพบเห็นได้ตามตลาดสด สถานที่คนพลุกพล่าน ฯลฯ และ Design จะเป็นแบบเรียบ เน้นขายผลิตภัณฑ์มากกว่าขาย Design หรือรูปลักษณ์
ข้อดี – ปัจจุบันเราจะเห็นว่า กาแฟมีบทบาททางสังคมมาก จะเห็นได้ว่าร้านส่วนมากไม่ว่าจะเป็นร้านขนม – อาหาร – เครื่องดื่ม ล้วนแล้วแต่จะมีกาแฟร่วมด้วยทั้งนั้น กาแฟจึงเป็นสินค้าที่มีการพัฒนามาจนมีหน้าตาและ Design ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ สีสัน ฯลฯ เราจะเห็นว่างาน Design ได้มีบทบาทในการพัฒนาร้าน กาแฟเพราะนั่นคือ รูปลักษณ์ใหม่ของร้านกาแฟ ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

คอนเซ็ปท์ร้านกาแฟ
คือ การสรุปความคิดรวบยอดในการออกแบบร้าน ซึ่งเป็นความต้องการหลักของเจ้าของร้าน มารวมกับหลักการและแนวทางในการออกแบบ เพื่อสร้างบรรยากาศและรูปลักษณ์ร้าน ให้ดูน่าเชื่อถือ คือ ให้ความรู้สึกที่ดี โดยจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลัก ๆ ดังนี้

1. กลุ่มลูกค้าเป็นกลุ่มไหน
คนทำงาน
นักศึกษา
นักธุรกิจ
คนทั่วไป ฯลฯ
2. สถานที่
ก็เป็นส่วนสำคัญในการเปิดร้าน ถ้าอยู่ในย่านธุรกิจก็จะทำให้มีจุดขายดี รวมกับการตกแต่งร้านที่ดี
3. งบประมาณ
จะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้ร้านขนาดไหน รูปแบบแค่ไหน
4. สินค้าที่ขาย
ดูว่ามีสินค้าร่วมในการขายอะไรบ้าง เช่น เบเกอรี่ เหล่านี้คือปัจจัยหลัก ๆ ในการประกอบแบบ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การออกแบบมีความสมบูรณ์และลงตัว

ชนิดของร้านกาแฟ
ถ้าพูดถึงชนิดของร้านกาแฟแล้ว ปัจจุบันนี้มีมากมายหลายชนิด หลายขนาด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของผู้ที่จะเปิด และงบประมาณที่จะเป็นตัวกำหนดชนิด ขนาดของร้านกาแฟนั้น ๆ คงไม่สามารถแยกละเอียดได้ แต่เราจะพูดถึงชนิด – ขนาดลักษณะหลัก ๆ ที่เราเห็นกันทั่วไป

เริ่มจาก

1. ขนาดเล็ก ๆ พื้นที่ 1 เมตร ถึง 2 เมตร เป็นเหมือนรถเข็น สามารถเคลื่อนที่ได้ ขายกาแฟซึ่งจะเน้นขายกาแฟเป็นตัวหลัก สถานที่ที่พบส่วนมากก็ตามตลาดท้องถนน และปัจจุบันมีการออกแบบหน้าตาให้ดีขึ้น และมาอยู่ในพื้นที่ของศูนย์การค้า ตามมหาวิทยาลัยตามย่านธุรกิจ ซึ่งขนาดของร้านถือว่า เป็นการใช้งบประมาณลงทุนไม่สูงเกินไปในการเริ่มต้น
2. ขนาดกลาง ซุ้มขนาดพื้นที่ 2 -20 ตารางเมตร ส่วนมากจะเป็นแบบที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ซึ่งเน้นขายกาแฟ แต่ก็ขณะเดียวกันก็อาจมีสินค้าอื่นร่วมด้วย เช่น เครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ นม ฯลฯ รวมถึงเบเกอรี่ ฯลฯ พื้นที่หรือชนิดร้านขนาดนี้สามารถที่จะมีมุมให้ลูกค้านั่งได้ อาจเคาน์เตอร์บาร์เล็ก ๆ ชุดโต๊ะนั่งทาน 2 – 3 คน หรือถ้ามีเนื้อที่รอบร้านเยอะ ๆ ก็สามารถจัดโต๊ะเพิ่มได้อีก สถานที่ที่พบส่วนมาก ร้านชนิดนี้จะพบตามศูนย์การค้า มินิมาร์ท ปั๊มน้ำมัน ตามแหล่งธุรกิจ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถานที่เป็นหลัก ถ้างานภายในก็อาจเป็นเคาน์เตอร์ และมีที่นั่งหลายชุด ถ้าเป็นงานข้างนอก ก็อาจจะเป็นซุ้ม หรือมีหลังคากันแดดฝน ขนาดของร้านนี้ก็ใช้งบประมาณลงทุนมากกว่าขนาดแรก
3. ขนาดใหญ่ ร้านกาแฟที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 20 ตารางเมตร ขึ้นไป ชนิดของร้านขนาดใหญ่นี้ ค่อนข้างจะมีความหลากหลายของสินค้า มีให้เลือกเยอะขึ้น เช่น กาแฟก็มีรสชาติมากขึ้น ร้อน – เย็น – ปั่น ฯลฯ ส่วนมากจะขายคู่กับเบเกอรี่ ร้านขนาดใหญ่จะมีสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาเป็นช่วง ๆ เพื่อเป็นจุดขายเพิ่มสีสัน รสชาติ และการ Design ในร้านขนาดใหญ่นี้ จะค่อนข้างสำคัญมาก ๆ เพราะถ้าร้านใหญ่ แต่ภายในออกแบบไม่ดึงดูดก็จะทำลายจุดขายได้ เพราะพฤติกรรมลูกค้าที่จะเข้ามาในร้าน ส่วนมากไม่ได้มานั่งดื่มหมดแล้วเดินไป แต่มานั่งคอยติดต่องาน ทำงานซึ่งถ้าเข้ามาแล้วให้ความรู้สึกที่ดีต่อลูกค้าแล้ว จะทำให้ลูกค้ามาบ่อยขึ้น และร้านกาแฟขนาดใหญ่นี้ยังต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ มาช่วยด้วย เช่น มีอินเตอร์เน็ท ซึ่งเราจะเห็นกันมากในอินเตอร์เน็ท ซึ่งเราจะเห็นกันมากในอินเตอร์เน็ทคาเฟ่ ในบ้านเรา ปัจจุบันจึงมีเกิดขึ้นมากมาย สถานที่ที่เราจะพบร้านขนาดใหญ่ส่วนมากตามพื้นที่ศูนย์การค้า ออฟฟิศ แหล่งธุรกิจแหล่งท่องเที่ยว แหล่งชุมชน ฯลฯ ซึ่งจะอยู่ภายในตัวอาคารมากกว่า

งบประมาณการลงทุนคร่าว ๆ ในการออกแบบตกแต่งร้าน

ชนิดขนาดเล็ก ค่าออกแบบและตกแต่งประมาณ 25,000-50,000 บาท
ชนิดขนาดกลาง ค่าออกแบบและตกแต่งประมาณ 150,000-500,000 บาท
ชนิดขนาดใหญ ค่าออกแบบและตกแต่งประมาณ 500,000 บาทขึ้น

จริง ๆ แล้ว ชนิดหรือขนาดของร้านนั้นมีมากกว่า ที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่หลัก ๆ ก็คือ งบประมาณ จะเป็นตัวกำหนดชนิดหรือขนาดของร้านนั้น ๆ

การพิจารณาค่าใช้จ่ายในการออกแบบ
ปัจจัยในการพิจารณาค่าใช้จ่ายในการออกแบบ

1. กลุ่มลูกค้า – ทำเล
เช็คว่าลูกค้ากลุ่มไหน คือ เรารู้ว่าเราขายใคร คนกลุ่มไหน เราสามารถรู้พฤติกรรม ความต้องการได้ไม่ยาก และปรับเข้าหาลูกค้า เพราะกลุ่มลูกค้าก็จะเป็นตัวกำหนดราคาสินค้าของเราได้ ทำเลก็มีผลต่อการออกแบบ คือต้องให้สอดคล้องกับย่านนั้น ๆ หรือมีเอกลักษณ์ที่ไม่ขัดแย้งกับกลุ่มลูกค้า
2. ขนาดของร้าน + งบประมาณ
เมื่อเราได้กำหนดขนาดความชัดเจนของร้าน แล้วกับงบประมาณที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน
3. สินค้าในงานมีอะไรบ้าง
เช่น มีกาแฟกี่ประเภท อะไรบ้าง มีอะไรเข้ามาร่วมด้วย เช่น ขนมปังปิ้ง – นม ฯลฯ

เมื่อเราได้ข้อมูลหรือ Concept แล้ว ก็มาดูเรื่อง Style หรือรูปแบบที่ชอบและสนใจ สีสันรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นข้อมูลในการออกแบบวัสดุ อุปกรณ์ในการตกแต่ง

อะไร? ที่เป็นตัวผันแปรของค่าใช้จ่ายในการออกแบบ
วัสดุในการตกแต่งก็เป็นปัจจัยที่กำหนดค่าใช้จ่าย เพราะราคาสูง-ต่ำ ขึ้นอยู่กับวัสดุด้วย ถ้าจะให้ดูสวยงามก็เลือกใช้แบบดีหน่อย ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นรวมถึงความแข็งแรงด้วย วัสดุจึงเป็นตัวแปรค่าใช้จ่ายในการออกแบบของท่านด้วย
รายละเอียดต่าง ๆ ในการออกแบบ เช่น รายละเอียดในการใช้งาน คือ ความต้องการของเจ้าของร้าน ที่อยากให้ร้านสามารถทำโน่น-นี่อะไรได้มาก ๆ เพิ่ม Function การใช้งานก็จะเป็นตัวแปรที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการออกแบบ
เมื่อเราได้ข้อมูล หรือ คอนเซ็ปท์ แล้วก็มาดูเรื่องสไตล์ หรือรูปแบบที่สนใจ สีสันรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นข้อมูลในการออกแบบ วัสดุ อุปกรณ์ในการตกแต่ง

สไตล์ในการตกแต่งร้านกาแฟ
ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัวว่าจะเป็นสไตล์ไหน เพราะมีมากมายหลากหลายขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่หลักที่เราพบเห็นส่วนใหญ่ ร้านกาแฟส่วนมากจะนิยมกัน ซึ่งจะยกตัวอย่างให้เห็นกัน 2 สไตล์
1. สไตล์แนวธรรมชาติ บรรยากาศสบาย ๆ (Country)
วัสดุที่ใช้ตกแต่งส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุจาก ธรรมชาติไม้ หิน ทราย หรือ แม้แต่โทนสีที่ใช้ก็ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เหมือนจำลองธรรมชาติเข้ามาไว้ในร้าน บรรยากาศจะสบาย ๆ สไตล์นี้จึงเหมาะกับร้านที่อยู่ตามท้องถิ่น – ชานเมือง มากกว่าในเมือง แต่ก็สามารถอยู่ในเมืองได้ ก็ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับสถานที่นั้น ๆ
2. แนวสมัยใหม่ ๆ (Modern)
งานแนวนี้ ปัจจุบันจะเห็นมาก เพราะสามารถปรับใช้ให้กลมกลืนกับงานทั่วไปได้ วัสดุที่ใช้ก็มีมากมายหลากหลาย ทั้งไม้ ทั้งโลหะ ฯลฯ มีลูกเล่นมาก สไตล์นี้จะเน้นความเรียบง่าย + การตัดทอนงานให้ดูลงตัว โดยใช้สีเป็นตัวหลัก
- สีอ่อน สว่างสดใส ดูเบา ๆ สบาย ๆ
- สีเข้ม ให้มีน้ำหนัก จุดเน้น จุดรอง

ดังนั้นสไตล์ในการออกแบบจึงไม่มีข้อสรุปตายตัว ขึ้นกับความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ

ส่วนดีในการออกแบบ
เป็นการสร้างเอกลักษณ์ของร้าน ให้คนจดจำได้ง่าย รวมถึงเป็นการสร้าง บรรยากาศ ให้ลูกค้ารู้สึกดีและยังเป็นตัวเพิ่มยอดขายได้อีกด้วย และคงจะถูกใจคอกาแฟหลาย ๆ ท่าน

ปัญหาในการออกแบบ
- ความไม่แน่นอนของสถานที่ ปัญหาที่เกิดขึ้นหน้างาน งบประมาณที่จำกัด
- ความหลากหลายของลูกค้าที่ยังไม่มีข้อสรุป
- ระยะเวลาที่รวดเร็วชนิดเร่งด่วนเป็นตัวปิดกั้นความคิดในการออกแบบ

แนวทางการแก้ไข
ควรจะมีการสรุปสถานที่ที่ชัดเจน สรุปความคิดของลูกค้าที่หลากหลาย โดยการชี้แจงให้เห็นภาพรวมถึงการ เปรียบเทียบให้เห็นภาพที่ชัดเจนต้องจัดระบบ ความคิดวางแผนเป็นขั้นตอน เป็นเรื่อง ๆ รวมถึงเวลาที่พบเหมาะ ในการหาข้อมูลเสริมในการ ออกแบบ ถ้าอยากได้แบบดี สวยก็ใช้เวลาเพิ่มขึ้น เหล่านี้เป็นการอธิบายให้เจ้าของ ร้านทราบ และร่วมกันแก้ไขหาข้อสรุปต่อไป


-------------------------------------------------

ที่มา : หนังสือโอกาสธุรกิจ & แฟรนไชส์ โดย บริษัท แฟรนไชส์โฟกัส

ธุรกิจร้านกาแฟสด

ธุรกิจร้านกาแฟสด
คอลัมน์ สมองติดปีก

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2546

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาอัตราการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟสดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง กระทั่งมีผู้สนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากธุรกิจร้านกาแฟสดยังเปิดกว้างอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจใดๆ ต่างมีความเสี่ยงทั้งสิ้น ธุรกิจร้านกาแฟก็เช่นกัน แม้จะเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอยู่ ตราบใดที่กาแฟยังสร้างสุนทรีย์ให้กับผู้ที่รักการดื่มได้ แต่การทำธุรกิจตามกระแสผู้ประกอบการอาจไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ ผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้จึงควรศึกษาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน ประกอบด้วย

ศักยภาพของผู้ประกอบการ

ผู้ประกอบการที่สนใจจะลงทุนธุรกิจร้านกาแฟ ควรมีความพร้อมในเรื่องของเงินลงทุนอยู่บ้างพอสมควร ผู้ประกอบการต้องมีทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากหัวใจสำคัญของการทำร้านกาแฟอยู่ที่การเลือกทำเลที่ตั้ง หากขาดทำเลที่ตั้งที่ดีแล้วโอกาสประสบความสำเร็จในธุรกิจด้านนี้นับว่ายากลำบากอยู่พอสมควร ผู้ประกอบการควรมีความรู้ในศาสตร์ของกาแฟอยู่บ้าง เพราะการผลิตเครื่องดื่มกาแฟถือเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ความเข้าใจในส่วนนี้จะช่วยในเรื่องการขาย การบริการ และการพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

การติดต่อหน่วยงานราชการ

กรมทะเบียนการค้า เพื่อขอจัดตั้งธุรกิจ รูปแบบธุรกิจ รายละเอียดการจัดตั้ง การขออนุญาต ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่
http://www.ismed.or.th/ knowledge/alpha/body1/body1.htm หรือที่กรมทะเบียนการค้า http://www.thairegistration.com/

กรมสรรพากร เพื่อการเสียภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม รายละเอียดการจดทะเบียน/ชำระภาษี ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่
http://www.ismed.or.th/ knowledge/alpha/body1/body1.htm หรือที่กรมสรรพากร http://www.rd.go.th

นอกจากนี้ มีหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

กรุงเทพมหานคร เพื่อขออนุญาตใช้สถานที่เพื่อการขาย ทำประกอบปรุง สะสมอาหาร หรือน้ำแข็งในสถานที่เอกชน ติดต่อฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขต รายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้ที่
http://www.bma.go.th/html/body_ser_envelop4. html

การขอใช้สถานที่ประกอบกิจการค้า 125 ประเภท ติดต่อฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล สำนักงานเขต รายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้ที่ http://www.bma.go.th/html/body_ser_envelop5.html

การยื่นขอติดตั้งป้ายและชำระภาษีป้าย ติดต่อที่ฝ่ายรายได้ สำนักงานเขต รายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้ที่ http://www.bma.go.th/html/body_ page422.html

กรมสรรพสามิต หากสูตรกาแฟมีการผสมแอลกอฮอล์อยู่ด้วย ผู้ประกอบการจะต้องติดต่อกับกรมสรรพสามิตเพื่อยื่นจดทะเบียนสรรพสามิตก่อนผลิตสินค้า และยื่นชำระภาษีสรรพสามิตต่อไป

สถานที่ยื่นแบบรายการและชำระภาษี กรุงเทพฯยื่นที่กรมสรรพสามิต จังหวัดอื่นๆ ยื่นที่สำนักงานสรรพสามิตอำเภอ กิ่งอำเภอ หรือสำนักงานสรรพ สามิตจังหวัด ถ้าร้านมีหลายสาขายื่นคำร้องต่ออธิบดี โดยขอยื่นแบบรายการภาษีรวม ณ กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตแห่งใดแห่งหนึ่ง รายละเอียดเพิ่มเติมศึกษาได้ที่ http://www.exd. mof.go.th/tax/tax0104.html

กรมการค้าต่างประเทศ ถ้าวัตถุดิบในการผลิตเป็นกาแฟจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการจะต้อง ยื่นชำระภาษีการนำเข้ากาแฟกับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อขอหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีก่อนการนำเข้า ผู้ประกอบการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อได้ที่กองการค้าสินค้าข้อตกลง กรมการค้าต่างประเทศ หรือสำนักบริหารการนำเข้าและส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ

สำนักงานอาหารและยา เพื่อตรวจสอบหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอโฆษณาอาหารกับสำนักงานอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 197) พ.ศ. 2543 เรื่องกาแฟ

ธุรกิจร้านกาแฟสด(2)
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2546

ภาพรวมการตลาดธุรกิจร้านกาแฟ ในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ มีอัตราการเติบโตรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหลักๆ อาจสืบเนื่องมาจากธุรกิจร้านกาแฟรายใหญ่ๆ จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้ เช่น สตาร์บัคส์ โอบองแปง ฯลฯ จึงสร้างความคึกคักและตื่นตัวให้กับวง การธุรกิจร้านกาแฟเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมการดื่มกาแฟ ของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคน ไทยนิยมดื่มกาแฟสำเร็จรูปกันเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบัน คนไทยได้หันมานิยมเข้าร้านกาแฟสดคั่วบด ที่มีการตกแต่งร้านให้หรูหราทันสมัย สะดวกสบาย มีบรรยากาศที่รื่นรมย์สำหรับการดื่มกาแฟมากขึ้น

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทยในปี พ.ศ. 2543 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าคนไทยยังมีอัตราการดื่มกาแฟต่อคนต่ำมากเฉลี่ย 200 แก้ว/คน/ปี เมื่อเทียบกับคนในแถบเอเชีย เช่น ชาวญี่ปุ่น ดื่มกาแฟเฉลี่ย 500 แก้ว/คน/ปี ในขณะที่ชาวอเมริกันดื่มกาแฟ เฉลี่ย 700 แก้ว/คน/ปี ดังนั้น การดื่มกาแฟ ของคนไทยในอนาคตจึงยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

เหตุนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจร้านกาแฟ สภาพการแข่งขันในตลาดโดยรวมจึงดูเหมือนจะรุนแรง แต่เนื่องจากร้านกาแฟส่วนใหญ่ที่มีในปัจจุบัน มักเน้นการขายสินค้าและบริการเสริมอื่นๆ เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แซนด์วิช เบเกอรี่ บางแห่งมีบริการอินเทอร์เน็ตให้กับลูกค้าด้วย เมื่อแต่ละร้านมีจุดขายที่เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคแตกต่างกันไป ประกอบกับคอกาแฟในตลาดยังมีหลายกลุ่ม การแข่งขันในตลาดจึงยังไม่รุนแรง

ส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจร้านกาแฟในปัจจุบันยังไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากผู้ประกอบการในตลาดมีอยู่หลายกลุ่ม ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงการดำเนินธุรกิจก็มีรูปแบบที่หลากหลาย แตกต่างกันไปตามคุณภาพ และราคาสินค้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านกาแฟ อาจพอแบ่งคร่าวๆ ได้ ดังนี้

1.ร้านกาแฟที่เป็นแฟรนไชส์จากต่างประเทศ ซึ่งร้านประเภทนี้ ส่วนใหญ่จับกลุ่มลูกค้าระดับบน ราคาสินค้าโดยเฉลี่ย 65 บาทขึ้นไป

2.ร้านกาแฟของนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาสร้างแบรนด์ในไทย อาทิ คอฟฟี่ เวิลด์ คอฟฟี่ บีนส์ เน้นจับกลุ่มนักธุรกิจ คนทำงานมากขึ้น ราคากาแฟขายอยู่ที่ 45-65 บาท ต่อแก้ว

3.ร้านกาแฟของคนไทยทั้งที่ลงทุนเองและเปิดสาขาในรูปแบบแฟรนไชส์ ร้านกาแฟในกลุ่มนี้มีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ร้านเหล่านี้จำหน่ายกาแฟที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับ กาแฟจากร้านใหญ่ๆ แต่ราคาถูกกว่า สิ่งนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีทางเลือกสำหรับการดื่มกาแฟเพิ่มขึ้น

4.ร้านกาแฟของคนไทยที่เปิดร่วมกับปั๊มน้ำมัน เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักเดินทาง ราคากาแฟจะไม่สูงนัก เฉลี่ยประมาณ 30-45 บาทต่อแก้ว

นอกจากการแบ่งเป็นกลุ่มดังกล่าวแล้ว ในตลาดยังมีธุรกิจร้านกาแฟรายย่อยอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ร้านเหล่านี้จะลงทุนในรูปแบบมุมกาแฟ (Corner/Kiosk) หรือรถเข็น (Cart) ที่ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก


ธุรกิจร้านกาแฟสด(3)
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มกราคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3445 (2645)

ด้านการลงทุน ปัจจุบันผู้ประกอบการมีหลายทางเลือกด้วยกัน ทั้งในรูปของการซื้อสิทธิแฟรนไชส์จากบริษัทแม่ที่ขายแฟรนไชส์ หรือการเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทแบรนด์ใหญ่ๆ การเข้าร่วมลงทุนใน 2 ลักษณะนี้ ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาเงื่อนไขสัญญา แผนการตลาด รวมทั้งประวัติความเป็นมาของบริษัทอย่างรอบคอบ ทางที่ดี ผู้ลงทุนควรศึกษาจากหลายๆ แห่ง และนำมาเปรียบเทียบกันก่อนตัดสินใจเลือกลงทุนกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือ การลงทุนสร้าง แบรนด์ใหม่ขึ้นมาเอง ในปัจจุบันทางเลือกดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง การแย่งชิงพื้นที่ทำธุรกิจมีสูง โดยเฉพาะตามศูนย์การค้า ถ้าผู้ประกอบการไม่มีสายสัมพันธ์ที่ดีมาก่อนและแบรนด์ไม่แข็งพอ การเปิดตัวธุรกิจจะทำได้ยาก แต่ใช่ว่าผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่ต้องการสร้างแบรนด์ของตัวเองจะไม่มีโอกาสเลย เพียงแต่ในระยะเริ่มแรกนั้น ผู้ประกอบการจะต้องเน้นสร้างแบรนด์ของตนเองให้แข็งแกร่งในตลาดกลุ่มเป้าหมายก่อน เพราะในตลาดผู้บริโภคกาแฟยังสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้อีกมาก เช่น กลุ่มวัยรุ่น นักเที่ยวยามค่ำคืน คนทำงานดึก เป็นต้น

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มทำธุรกิจ ผู้ประกอบการควรเลือกทำเลที่ตั้งให้เหมาะสม โดยศึกษาว่าบริเวณทำเลที่เลือกนั้น กลุ่มลูกค้ามีพฤติกรรมชอบดื่มกาแฟมากน้อยแค่ไหน และในละแวกนั้นมีคู่แข่งไหม จุดไหนที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกดื่มกาแฟของร้าน หรืออะไรที่ทำให้ธุรกิจแตกต่างไปจากร้านอื่นๆ ทั้งรูปแบบการตกแต่งร้านและรสชาติของสินค้า สิ่งเหล่านี้ผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเปิดธุรกิจร้านกาแฟ

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายร้านกาแฟในปัจจุบัน มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักๆ ได้แก่ นักธุรกิจ นักศึกษา คนทำงาน และนักท่องเที่ยว ธุรกิจหลักและธุรกิจเสริม ร้านกาแฟบางแห่งจะมุ่งไปที่การขายกาแฟเป็นหลัก เช่น ร้านสตาร์บัคส์ ร้านกลอเรีย จีนส์ คอฟฟี่ส์ แต่ร้านกาแฟบางแห่งมีชื่อเสียงในเรื่องขนม ของว่าง เช่น เค้ก คุกกี้ ไอศกรีม สลัด แซนด์วิช ที่นำมาขายเป็นธุรกิจเสริมร่วมกับกาแฟ ตัวอย่างร้านกาแฟเหล่านี้ ได้แก่ โอปอแปง มีชื่อเสียงในเรื่องแซนด์วิช ร้านแบล็คแคนยอนมีชื่อเสียงในเรื่องการขายอาหารร่วมกับกาแฟ เป็นต้น ฉะนั้น ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนร้านกาแฟ จึงอาจหาสินค้าเสริมเข้ามาขายร่วมกับกาแฟ เพื่อดึงกลุ่มลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น

ส่วนผสมทางการตลาด

ผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ มักให้ความสำคัญกับรสชาติ ความหอม และบรรยากาศของการดื่มกาแฟ ผู้ประกอบการร้านกาแฟจึงต้องให้ความสำคัญกับด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านผลิตภัณฑ์

กาแฟสดแตกต่างจากกาแฟสำเร็จรูป ในเรื่องของรสชาติที่กลมกล่อม และกลิ่นหอมเย้ายวนชวนให้น่าดื่มมากกว่า คอกาแฟส่วนใหญ่มีรสนิยมการดื่มกาแฟที่ต่างกัน ดังนั้น ในด้านผลิตภัณฑ์ ผู้ลงทุนควรใส่ใจเรื่องดังต่อไปนี้

ผู้ผลิตจะต้องคิดค้นพัฒนาสูตรเครื่องดื่มกาแฟให้มีหลากหลายรสชาติ และกลิ่นหอม ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต้องผ่านกระบวนการผลิตที่สะอาดปลอดภัย สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคได้

ผู้ผลิตต้องมีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม โดดเด่น และแตกต่างไปจากสินค้าที่มีในตลาด เพื่อสร้างบรรยากาศของการดื่มกาแฟให้ได้รสชาติยิ่งขึ้น

ต้องสร้างตราสินค้า (Brand) ที่แรง และเป็นที่จดจำได้ง่าย ทำให้คนเกิดความสนใจและจดจำตราสินค้ากันมากขึ้น มีสโลแกนสำหรับตราสินค้าของตัวเอง เพื่อให้ผู้บริโภคจะระลึกถึงตราสินค้านั้นๆ เสมอ เมื่อต้องการดื่มกาแฟ

ฉะนั้นผู้ประกอบการจะต้องผลิตสินค้าให้มีทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย รูปแบบการบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม และตราสินค้าที่ดี สิ่งเหล่านี้จะช่วยผลักดันให้สินค้าประสบความสำเร็จในตลาดได้ง่ายขึ้น

ธุรกิจร้านกาแฟสด (4)
วันที่ 20 มกราคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3446 (2646)

ฉบับนี้มาว่ากันในเรื่องของส่วนผสมทางการตลาดที่ยังค้างมาจากฉบับที่แล้วคือ เรื่องสถานที่, ราคา และการส่งเสริมการขาย

สถานที่

สถานที่สำหรับประกอบธุรกิจร้านกาแฟมีความสำคัญมาก นอกจากการเลือกทำเลที่ดี การสัญจรสะดวก มีที่จอดรถแล้ว ภายในบริเวณร้านจะต้องจัดแต่งให้สวยงาม เนื่องจากรูปแบบการบริโภคกาแฟของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากอดีตที่ร้านกาแฟมักเป็นร้านขนาดเล็กหรือรถเข็น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นชาวจีน

มาในปัจจุบันคนไทยหันมานิยมดื่มกาแฟสดคั่วบดในร้านกาแฟที่มีบรรยากาศและการตกแต่งร้านที่ทันสมัย หรือที่เรียกกันว่า ร้านกาแฟพรี เมี่ยม (premium) รูปแบบของร้านกาแฟในปัจจุบันจึงถูกจัดตกแต่งให้ดูทันสมัย มีความโดดเด่นในเรื่องความสะอาด สะดวกสบาย และบรรยากาศผ่อนคลาย เหมาะจะเข้าไปนั่งพัก นั่งคุย ทั้งนี้เพราะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของร้านกาแฟส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจ นักศึกษา วัยรุ่น และนักท่องเที่ยว รูปแบบการจัดแต่งร้านกาแฟพรีเมี่ยมจะคล้ายกับร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วไป คือเน้นการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยในร้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ตั้งแต่การจัดวางอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ภายในร้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อง่ายต่อการใช้สอย หากพื้นที่ภายในร้านค่อนข้างจำกัด ผู้ลงทุนอาจทำชั้นวางของรอบด้านเพื่อเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นระเบียบ นอกจากนี้ผู้ลงทุนยังต้องจัดการฝึกอบรมพนักงานให้มีระเบียบจนเป็นนิสัย ไม่เช่นนั้นแล้วการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยที่ดีก็จะกลับมายุ่งเหยิงอีกครั้ง

มีการลดขั้นตอนต่างๆ ของหน้าร้านให้สั้นที่สุด ทั้งด้านการผลิต การรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า และการชำระเงิน การลดขั้นตอนนี้นอกจากจะเป็นการจัดสรรพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานแก่พนักงานแล้ว ยังทำให้ลูกค้าได้รับการบริการที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ร้านกาแฟสดส่วนใหญ่จะมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่มุ่งไปตามย่านธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ต่างๆ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์ มาร์เก็ตใหญ่ๆ ใกล้สถาบันการศึกษา ใกล้โรงภาพยนตร์ ปั๊มน้ำมัน ฯลฯ

ราคา

เครื่องดื่มกาแฟตามร้านกาแฟสดทั่วไปมีระดับราคาตั้งแต่ 20 บาท ไปจนถึง 100 กว่าบาท ส่วนใหญ่การตั้งราคาพิจารณาจากต้นทุนวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต กาแฟพันธุ์อาราบิก้าจะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 100-120 บาท สูงกว่าพันธุ์โรบัสต้าประมาณ 3-4 เท่า ส่วนราคาของกาแฟคั่วเสร็จจะสูงกว่ากาแฟดิบมาก มีตั้งแต่ราคา 300-400 บาท ไปจนถึง 700 บาทขึ้นไป กาแฟจึงมีคุณภาพ รสชาติ และกลิ่นหอมที่แตกต่างกันไป สำหรับกาแฟที่นำเข้าจากต่างประเทศราคาจะสูงขึ้นไปอีก สาเหตุหลักเพราะผู้นำเข้าต้องเสียภาษีสูงถึง 95%

ดังนั้น ราคาเครื่องดื่มที่ผลิตขึ้นจึงแตกต่างกันไปตามต้นทุนวัตถุดิบที่นำมาใช้บวกกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินงาน โดยการกำหนดราคาผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับคุณภาพและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

การส่งเสริมการขาย

ธุรกิจร้านกาแฟอาจใช้วิธีการส่งเสริมการขายดังต่อไปนี้

การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และแผ่นพับ หรือ direct mail เพราะสื่อเหล่านี้นำเสนอให้เห็นภาพลักษณ์ของสินค้าที่ดี ชื่อสินค้าและตราสินค้า เพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วด้วยต้นทุนที่ต่ำ ขณะที่การส่งเสริมการขายด้วยรูปแบบการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์นั้นน้อยมาก เนื่องจากใช้ต้นทุนสูง

การประชาสัมพันธ์ที่ดีอีกวิธีคือ การสร้างมาตรฐานของร้านให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคจนนำไปบอกกล่าวกันแบบปากต่อปาก

นอกจากนี้ การจัดโปรโมชั่นแลกซื้อของที่ระลึก หรือในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ก็อาจจะนำกาแฟบางรายการมาลดราคาเพื่อให้ผู้บริโภคหันมาดื่มกาแฟกันมากขึ้น ฯลฯ ก็สามารถทำได้

ธุรกิจร้านกาแฟสด (5)
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 มกราคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3447 (2647)

ขั้นตอนการผลิตเครื่องดื่มกาแฟสด

ก่อนที่จะรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตกาแฟสด มารู้จักพันธุ์กาแฟกันสักนิด

กาแฟที่เรานิยมดื่มกันทุกวันนี้มี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์อาราบิก้ากับพันธุ์โรบัสต้า

พันธุ์อาราบิก้าเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่สูงๆ ประมาณ 800-1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล แหล่งเพาะปลูกที่สำคัญจึงอยู่ทางแถบจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง กาแฟพันธุ์อาราบิก้าปลูกเลี้ยงและดูแลรักษายาก แต่จะให้เมล็ดกาแฟที่มีรสชาติดี มีกลิ่นหอมมาก

ส่วนพันธุ์โรบัสต้าเจริญเติบโตได้ดีในที่ราบต่ำ แหล่งเพาะปลูกที่สำคัญจึงอยู่ทางจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไปกาแฟพันธุ์โรบัสต้าปลูกง่าย มีความต้านทานต่อโรคสูง ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์อาราบิก้า แต่เมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าจะมีคุณภาพต่ำและไม่ค่อยหอม ราคาจึงถูกกว่าพันธุ์อาราบิก้ามาก ผลผลิตของกาแฟพันธุ์โรบัสต้าส่วนใหญ่จะถูกนำมาทำเป็นกาแฟสำเร็จรูป

รายละเอียดทั่วๆ ไป สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตรวมทั้งข้อมูลการเพาะปลูกสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมวิชา การเกษตรสารสนเทศพืชสวนกาแฟ http:// www.itdoa.com/crop_itda/menu/menu_h5.htm http://www.doa.go.th/home/publication/pub/scientific_1-4/scientific_1/ coffee/coffee1.html

ขั้นตอนการทำเครื่องดื่มกาแฟ

วิธีการทำเครื่องดื่มกาแฟสด เริ่มจาก

1. นำผลกาแฟสีแดงที่ได้มากะเทาะเอาเปลือกออก ซึ่งทำได้ 2 วิธี คือ dry process นำผลกาแฟสดมาตากแดดนานประมาณ 2-3 สัปดาห์ กระทั่งแห้ง แล้วกะเทาะเปลือกออก หรือ wet process นำผลกาแฟสดมาทำให้แห้งโดยการอบที่อุณหภูมิ 70-80 องศาฟาห์เรนไฮต์ นาน 3 วัน นำมาล้างน้ำทำให้แห้งแล้วกะเทาะเปลือกออก

จากนั้นขั้นตอนที่ 2 คือ นำเมล็ดกาแฟดิบ (สีเขียวอมเทา) ที่ได้มาคั่ว การคั่วกาแฟจะใช้อุณหภูมิราว 180-240 องศาเซลเซียส เวลาประมาณ 10-20 นาที อุณหภูมิและระยะเวลาที่คั่วเมล็ดกาแฟจะสัมพันธ์กับรสชาติกาแฟที่คั่วออกมาด้วย โดยทั่วไปประเภทของกาแฟคั่วแบ่งกว้างๆ ได้เป็น

กาแฟคั่วอ่อน (light roast) ได้แก่ Cinnamon Roast

กาแฟคั่วปานกลาง (medium roast) ได้แก่ Vienna Roast, City Roast

กาแฟคั่วเข้ม (dark roast) ได้แก่ French Roast, Italian Roast, Espresso Roast

การคั่วอ่อนจะให้เมล็ดกาแฟมีสีน้ำตาลอ่อนและมีรสชาติเปรี้ยว การคั่วเข้มความขมจะเพิ่มขึ้น จะมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ และมีน้ำมันซึมออกมาเคลือบเมล็ดจนมันวาวแต่ไม่เยิ้ม กาแฟคั่วเข้มนิยมนำไปทำเครื่องดื่ม Espresso การคั่วกาแฟนานจนไหม้จะทำให้กาแฟสูญเสียคุณค่าไป ฉะนั้นผู้คั่วกาแฟจึงต้องมีทักษะความชำนาญและประสบการณ์อยู่พอสมควร เพื่อให้เมล็ดกาแฟคั่วมีเอกลักษณ์เฉพาะและมีรสชาติตามที่ต้องการ

จากนั้นมาสู่ขั้นตอนที่ 3 คือ การผสมกาแฟ (blend) คือการนำกาแฟพันธุ์ต่างๆ มาผสมกันตามสูตรเฉพาะของผู้ค้าแต่ละราย พันธุ์อาราบิก้าจะมีกลิ่นหอมแต่รสชาติไม่เข้มข้น ส่วนพันธุ์โรบัสต้ามีรสชาติเข้มข้น ร้านกาแฟบางแห่งจะเบลนด์ด้วยการคลุกกาแฟ 2 พันธุ์นี้เข้าด้วยกัน อัตราส่วนที่ใช้จะเป็นสูตรเฉพาะของแต่ละร้านไป

ขั้นตอนที่ 4 การทดสอบการคั่ว (cup test) เป็นการทดสอบคุณภาพในห้องปฏิบัติการโดยใช้เมล็ดกาแฟดิบเพียงเล็กน้อยประมาณ 100-200 กรัมมาคั่วเพื่อดูว่าเมล็ดกาแฟคั่วให้รสชาติอย่างไร

ส่วนขั้นตอนต่อไปจะเป็นในเรื่องของการบด การชง และอื่นๆ ติดตามอ่านต่อฉบับหน้า



ธุรกิจร้านกาแฟสด (6)
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 มกราคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3448 (2648)

ฉบับนี้มาต่อกันด้วยเรื่องการทำเครื่องดื่มกาแฟในขั้นตอนการบดและการชง

การบด (grinder) เป็นการนำกาแฟคั่วมาบดให้ละเอียด ความละเอียดของกาแฟบดจะเป็นตัวกำหนดรสชาติกาแฟที่สำคัญอย่างหนึ่ง การบดกาแฟให้มีความละเอียดมากน้อยเท่าใดนั้นก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับวิธีการชงด้วย ทั้งในการชงแบบหยด การชงกาแฟรูปแบบนี้ไม่สามารถดึงรสชาติกาแฟออกมาได้ดีนัก เป็นเพราะอุณหภูมิของน้ำ กระดาษกรอง และยังทำให้รสชาติของกาแฟเสียไปได้ง่าย

การชงแบบเอสเพรสโซ การชงวิธีนี้ต้องใช้เครื่องชงเอสเพรสโซ ซึ่งใช้หลักการทำงานของ (espresso) ระบบแรงดันไอน้ำ อัดน้ำร้อนผ่านกาแฟบด การชงแบบเอสเพรสโซจะช่วยดึงรสชาติและกลิ่นของกาแฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ การชงแต่ละครั้งควรชงในปริมาณน้อย กาแฟที่นำมาชงโดยวิธีนี้ต้องบดละเอียดมากๆ

สิ่งสำคัญในการบดกาแฟคือ ผู้ผลิตต้องไม่บดกาแฟในปริมาณมากเกินไปสำหรับการใช้แต่ละครั้ง เพราะทันทีที่กาแฟถูกบด กลิ่นหอมของกาแฟจะเริ่มถูกทำลายลงทันที และเมื่อกาแฟถูกอากาศเป็นเวลานานๆ จะทำให้ความสดของกาแฟลดลง

การชง (brewing)

การชงกาแฟที่ดีจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

กาแฟต้องเลือกกาแฟที่ดี มีคุณภาพ ผ่านกระบวนการคั่ว บด และเก็บรักษาที่ถูกวิธี

น้ำ ใช้น้ำที่ใสสะอาดผ่านการกรองแล้ว เพราะน้ำที่มีรสหรือกลิ่นจะทำให้รสชาติของกาแฟผิดเพี้ยนไป อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมต่อการชงกาแฟมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 94-98 องศาเซลเซียส

อุปกรณ์ เครื่องชงและกาแฟบดต้องมีความสัมพันธ์กันดังที่กล่าวมาแล้ว กาแฟที่บดละเอียดจนเกินไปจะใช้เวลาชงมากกว่าปกติ และทำให้กาแฟมีรสชาติขม ส่วนกาแฟที่บดหยาบเกินไปจะใช้เวลาชงน้อยกว่าปกติ ทำให้กาแฟที่ได้มีรสชาติเจือจาง ทั้งนี้เพราะน้ำที่ใช้ชงกาแฟมีโอกาสดูดซับและสัมผัสกาแฟต่างกัน รสชาติกาแฟที่ได้จึงต่างกันด้วย

สูตรเครื่องดื่มกาแฟ

ร้านกาแฟส่วนใหญ่จะมีสูตรการชงกาแฟเฉพาะของตัวเอง รายการเครื่องดื่มกาแฟในแต่ละร้านจึงมีชื่อเรียกที่ต่างกันออกไป แต่สูตรที่เป็นสากลและรู้จักกันโดยทั่วๆ ไปได้แก่

เอสเพรสโซ (espresso) การนำกาแฟอารา บิก้าชนิดคั่วเข้มแบบอิตาเลียนโรสต์ หรือเอสเพรสโซโรสต์มาบดชงด้วยน้ำร้อนปริมาณที่เหมาะสมตามสูตร ไม่ควรชงกาแฟเอสเพรสโซครั้งละมาก กว่า 2 ออนซ์ เพราะทำให้รสชาติกาแฟด้อยลง

คาปูชิโน่ (cappuecino) เอสเพรสโซผสมกับนมร้อน (150-170 องศาเซลเซียส) และปิดด้วยฟองนม (foamed milk) ในปริมาณ 6 ออนซ์ ที่อุ่นร้อนไว้ก่อน ถ้าเป็นคาปูชิโน่เย็นจะใช้วิปครีมแทนฟองนม

ริสเทรตโต (ristretto) เอสเพรสโซที่ชงด้วยน้ำน้อยกว่าปกติครึ่งหนึ่ง จะได้เอสเพรสโซชนิดเข้มข้น

มอกค่า (mocca) การเติมน้ำเชื่อมช็อกโกแลตแท้ หรือมอกค่าที่ก้นแก้ว ตามด้วยเอสเพรสโซ 1 ออนซ์ นมร้อน และปิดทับด้วยวิปครีม โรยหน้าด้วยช็อกโกแลตเกล็ดหรือผง

แคฟฟี่ ลาเต้ เอสเพรสโซ 1 ออนซ์ ผสมนมร้อนจนเต็มถ้วย ปิดทับหน้าด้วยนมตีฟอง (caffee latte) หรือ (foamed milk) อาจโรยเกล็ดช็อกโกแลต

การเก็บรักษากาแฟเพื่อลดความสูญเสีย และให้คงสภาพความสดใหม่ได้นานทั้งรสชาติและกลิ่นหอม ข้อควรปฏิบัติคือ ควรเก็บกาแฟไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทในที่เย็น อย่าให้กาแฟโดนความร้อนหรือแสงแดด เพราะกลิ่นหอมของกาแฟอาจจางหายไปอย่างรวดเร็ว

และไม่ควรเก็บกาแฟไว้ในตู้เย็น เพราะกาแฟจะดูดซับเอากลิ่นอาหารต่างๆ ในตู้เย็นเข้าไปด้วย นอกจากนี้การหยิบภาชนะที่บรรจุกาแฟเข้าออกจากตู้เย็นบ่อยครั้ง กาแฟอาจเกิดความชื้นขึ้นได้ ควรบดเมล็ดกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมต่อการบริโภค ทางร้านไม่ควรบดกาแฟทิ้งไว้ล่วงหน้านานเกิน 1 เดือน


ธุรกิจร้านกาแฟสด (7)
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 มกราคม 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3449 (2649)

การบริหาร

ร้านกาแฟเป็นธุรกิจที่จะต้องพัฒนาสินค้าและรักษามาตรฐานการบริการอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดีทั้งในด้านบุคลากร ระบบการขายและการบริการ ระบบคลังสินค้า การตลาดที่มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้นแล้วย่อมส่งผลให้ต้นทุนของธุรกิจสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ส่วนใหญ่จะนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ IT เข้ามาใช้ควบคุมดูแลส่วนงานต่างๆ ดังนี้

การขายและการบริการ

ระบบไอทีจะช่วยสนับสนุนการขายหน้าร้านให้ยุ่งเกี่ยวกับระบบบัญชีน้อยที่สุด โดยระบบการชำระเงิน ณ จุดขาย หรือที่เรียกว่า point of sale (POS) ช่วยให้การขายเป็นไปด้วยความรวดเร็วและสะดวกต่อลูกค้า ระบบสนับสนุนนี้จะเก็บรายละเอียดข้อมูลการซื้อทั้งหมด ทั้งข้อมูลประเภทกาแฟที่ขายดีที่สุด ช่วงเวลาที่มีการซื้อขายมากที่สุด และยอดขายที่ได้ในแต่ละวัน

โครงสร้างองค์กรจะขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ ร้านกาแฟขนาดเล็กอาจมีผู้จัดการร้านเพียงคนเดียว หรือมีพนักงานช่วยร้าน 1-2 คน โครงสร้างองค์กรจึงไม่ค่อยมีความซับซ้อน แต่ร้านกาแฟขนาดใหญ่ที่มีจำนวนสาขาหลายแห่งนั้น รูปแบบโครงสร้างองค์กรจะมีความซับซ้อนสูงขึ้น โดยจำเป็นต้องมีหลายแผนก อาทิ มีแผนกผลิตภัณฑ์ แผนกระบบ แผนกการตลาด แผนกแฟรนไชส์ ส่วนบุคลากร ส่วนบัญชี ส่วนลูกค้า ส่วนสถิติประเมิน ส่วนการเงิน ส่วนคุณภาพ ส่วนสวัสดิการ ส่วนคอมพิวเตอร์ ส่วนฝึกอบรม ฯลฯ เพื่อให้แต่ละฝ่ายพัฒนางานในส่วนที่ตนรับผิดชอบให้เติบโตยิ่งขึ้น

ธุรกิจร้านกาแฟสด (จบ)
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 03 กุมภาพันธ์ 2546

การลงทุน

ธุรกิจร้านกาแฟมีลักษณะการลงทุนใน 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้

1. ร้าน stand-alone

เป็นอาคารอิสระหรือห้องเช่าที่มีพื้นที่ประมาณ 50 ตร.ม.ขึ้นไป ร้าน stand-alone อาจตั้งอยู่ตามย่านชุมชน ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน หรือพลาซาใหญ่ๆ จะใช้เงินลงทุนเริ่มแรกประมาณ 800,000 ถึง 1,500,000 บาท ซึ่งโครงสร้างต้นทุนของร้านกาแฟรูปแบบนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน คือ

ลงทุนในสินทรัพย์ถาวรประมาณ 90% ได้แก่ ค่าก่อสร้าง ออกแบบและตกแต่งสถานที่ ค่าวางระบบต่างๆ (ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ระบบเก็บเงิน) ค่าอุปกรณ์ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ประมาณ 10% ได้แก่

ค่าวัตถุดิบสินค้า ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

2. คอร์เนอร์ (corner/kiosk)

ร้านกาแฟขนาดกลาง ใช้พื้นที่ประมาณ 6 ตร.ม.ขึ้นไป ลักษณะเป็นมุมกาแฟภายในอาคาร ศูนย์การค้า หรือพลาซา ร้านกาแฟประเภทนี้อาจจัดให้มีที่นั่งจำนวนเล็กน้อย จะใช้เงินลงทุนเริ่มแรกประมาณ 250,000 ถึง 800,000 บาท

3. รถเข็น (cart)

ร้านกาแฟขนาดเล็ก ใช้พื้นที่ประมาณ 3 ตร.ม. สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก หาทำเลที่ตั้งได้ง่าย ทำให้เข้าถึงตลาดได้ทุกระดับ ใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 80,000 ถึง 600,000 บาท

เงื่อนไขและข้อจำกัดที่สำคัญ

การหาทำเลที่ตั้งจะค่อนข้างยาก เพราะทำเลที่ดีมักถูกผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าจับจองแล้ว ผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มหันมาจับกลุ่มลูกค้ารายย่อย ทำให้การแข่งขันสูง นักลงทุนรายย่อยที่จะเข้ามาในตลาดจึงค่อนข้างมีความเสี่ยง เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่มีเงินลงทุนสูงและมีความรู้ในด้านเทคโนโลยีที่ดีกว่า

ปัจจัยที่ทำให้การทำธุรกิจร้านกาแฟประสบความสำเร็จ

ผู้บริหารร้านที่ดีต้องไม่ละเลยกับการดูแลธุรกิจด้วยตนเอง

การมีทำเลที่ตั้งที่ดี และการออกแบบตกแต่งร้านที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การผลิตทุกขั้นตอนต้องถูกควบคุมให้สะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค วัตถุดิบและอุปกรณ์การผลิตต้องได้มาตรฐาน

มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง

เขาว่าคนเราควรมีเพื่อนอย่างน้อยห้าคน‏‏

เขาว่าคนเราควรมีเพื่อนอย่างน้อยห้าคน‏
1. เพื่อนบ้าเพื่อนบอ

เพื่อนพวกนี้พร้อมจะแหกกฏเกณฑ์ อาจดูว่าเขาไม่ ค่อยแคร์อะไร และชอบที่จะเสี่ยงทำอะไรบ้า ๆ บอ ๆ ตลอดเวลา แต่จำไว้เหอะ งานเลี้ยงทุกงานจะสนุกได้ก็เพราะมีเจ้าพวกนี้แล่ะ อีกอย่างเขาจะพา ให้เรามีชีวิตที่หวือหวาขึ้น วันดีคืนดีก็จะมาหาเราตอนเที่ยงคืน แล้วพาเราไปเที่ยว ไปก๊งเหล้า ไป..... พวกนี้มาเพื่อเพิ่มสีสรรของชีวิตให้เรา
เวลาคุณประสบความสำเร็จ ....'โอ้ เจ๋งไปเลย เพื่อน หยั่งงี้ต้องไปฉลองซะแล้ว'
เวลาคุ! ณประสบความผิดหวัง...'แม่ง... อย่างนี้ต้องออกไปหาอะไรดื่ม '

2. เพื่อนเงียบ

เพื่อนพวกนนี้จะไม่คอยโทรหาคุณ ไม่ต้องตัวติดกัน แต่เวลา ไม่สบายใจทีไร เราก็คิดถึง! เค้าทุกที พวกนี้จะไม่ค่อยพูด ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่แนะนำ
แต่รับฟัง.... .. แต่เราสบายใจที่จะอยู่ใกล้เขา
ใครบางคนที่แม้ไม่ต้อง คุยอะไรกัน เราก็ไม่รู้สึกว่ากระอักกระอ่วน หรือกลายเป็นคนแปลกหน้าระหว่างกัน
เวลาคุณประสบความส! ำเร็จ....' อืม.....'
เวลาคุณประสบความผิดหวัง ...' เข้าใจแล้ว......'

3.เพื่อนร่วมอุดมการณ์

เพื่อนพวกนี้จะชอบอะไรบางอย่างเหมือนเรา อาจจะเป็นงานอดิเรก เช่น สะสมแสตมป์ ( เชยไปเนาะ ตอนนี้ต้องเป็นสะสมสติกกเกอร์ ก็ยังเชยอยู่ดี.. ว้า เด็กเดี๋ยวนี้เขาสะสมอะไรกันนะ สงสัยจะสะสมแฟน )

พวกนี้เราคุยกันถูกคอ ไปด้วยกันได้ แต่ขออย่างเดียวเหอะ อย่าริชอบคนคนเดียวกัน.....ไม่งั้น...
เวลาคุณประสบความสำเร็จ ...... 'อืม แต่อย่าลืมนะว่าวันศุกร์เราต้องไป....ด้วยกัน'
เวลาคุณประสบความผิดหวัง ....' แย่จังนะ แต่ว่าคงไป....! กับเราได้นะ'

4. เพื่อนช่างเมาท์

ก็อย่างว่าความลับไม่มีในโลก ไหน ๆ ก็ไม่มีทางปกปิดความลับได้แล้ว
มีเพื่อนช่างเมาท์ก็ไม่เสียหลาย เราจะได้อินไม่เอาท์ ใครรักใครเกลียดใคร ใครอกหัก ใครทะเลาะกัน รับรองรู้หมด

เวลาคุณประสบความสำเร็จ 'ว้าว อย่างนั้นต้องรีบโทรบอกคนอื่นแล้วล่ะ'
เวลาคุณประสบความผิดหวัง ' อืม เราเข้าใจ ' (แต่ในใจเตรียมรายชื่อคนที่จะโทรเมาท์ไว้แล้ว)

5. เพื่อนต่างเพศ

พูดง่าย ๆ ก็แฟนอ่ะนะ ก็เป็นคนสำคัญที่ซู้ด จะนิสัยยังไงก็ขึ้นอยู่กับว่า แฟนใครนิสัยยังไง
เวลาคุณประสบความสำเร็จ 'ผมรักคุณ'
เวลาคุณประสบความผิดหวัง 'ผมรักคุณ'

TENSE

TENSE
อ.นภสร คำนับภา

มีความรู้ความชำนาญด้านแกรมม่าไว้บ้าง เวลาที่คุณใช้ภาษาอังกฤษ
คุณก็จะมีระดับการใช้ภาษาอังกฤษ และสำนวนภาษาอังกฤษ ที่ดีขึ้น

1. tense
(วิธีการเลือกใช้รูปแบบกิริยาในแต่ละเหตุการณ์)
หากใช้ tense(หากเลือกใช้รูปแบบกิริยา) ผิด ฝรั่งเขางงว่าเรื่องที่คุณพูดนั้น เกิดขึ้นตอนไหน
เพราะ ภาษาอังกฤษเขาให้ความสำคัญกับการเวลามาก
simple tense ใช้พูดเหตุการณ์ทั่วไป เมื่อเอ่ยเรื่องราวของวันนี้
คำพูดกิริยา จะมีจุดแตกต่างกับการเอ่ยเรื่องราวของเมื่อวานนี้
หรือพรุ่งนี้ ส่วนภาษาไทยจะใช้คำพูดเดิมเป็นหลักแล้วพูดคำเพิ่ม
ต่อท้ายประโยคเพื่อบ่งบอกการเวลา เช่น

ภาษาอังกฤษ
ตอนนี้ใช้ I go to school. เมื่อวานใช้ I went to school. พรุ่งนี้ใช้ I will go to school.

ภาษาไทย
ตอนนี้ใช้ : ฉันไปโรงเรียน, เมื่อวานนี้ใช้ : ฉันไปโรงเรียนเมื่อวาน, พรุ่งนี้ใช้ : ฉันจะไปโรงเรียนพรุ่งนี้
ตัวอย่างข้างต้นเป็นประโยคที่ใช้คุยกันธรรมดา เห็นหรือยังว่ามีการใช้สำนวนภาษาอังกฤษที่ แตกต่างกัน

continuous tense
ใช้พูดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ขณะพูด ยิ่งไปกว่านั้น
ฝรั่งยังให้ความสำคัญกับการเวลาขณะที่กำลังพูดกันอยู่อีก
I am going to school. แปลว่า ฉันกำลังไปโรงเรียน มีความหมายว่าขณะที่กำลังพูดอยู่คนพูดกำลังเดินทางไป
perfect tense
ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
อะไรที่พูดถึงเคยทำมาแล้วจะใช้tenseนี้ครับ
เช่น I have gone to school. แปลว่า ฉันเคยไปโรงเรียนมาแล้ว
ตัวอักษรสีแดงให้คุณเปรี่ยบเทียบความแตกต่างระหว่างภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
เรื่องของ tense ยังมีรายละเอียดอีกมากขอให้คุณไปศึกษาเพิ่ม


ใช้ Present Simple Tense เมื่อ ...
1) ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นความจริงตลอดไป หรือเป็นความจริงตามธรรมชาติ
2) ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นประเพณี นิสัย สุภาษิต ซึ่งไม่ได้บ่งเฉพาะเจาะจงว่าเวลาใด
3) ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะพูด
4) ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งตัดสินใจแน่แล้วว่าจะทำเช่นนั้น
5) ใช้กับเหตุการณ์ในประโยคอนุประโยค ที่บ่งบอกเวลาเป็นอนาคต
และขึ้นต้นด้วยประโยคของมัน ด้วยคำต่อไปนี้
If, when, whenever, unless, until, till, as soon as, while, before, after, as long as, etc.
6) การกระทำของกริยาที่สามารถแสดงอาการให้เห็นได้ เช่น ความรู้สึกนึกคิด แสดงความรับรู้ แสดงความเป็นเจ้าของ เช่น love know belong to detest
7) ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำเป็นประจำ หรือเป็นนิสัยเคยชิน แยกออกเป็น 3 ชนิดย่อยๆ คือ

คำ กลุ่มคำ ประโยค
always everyday whenever he sees me
often every week whenever he comes here
sometimes every month every time he sees me
frequently every year every time he comes here
usually once a week whenever she can
naturally twice a month whenever you want
generally in the morning when he comes here
rarely on Sundays when he does his work
seldom
Note: ประโยคแสดงความบ่อย ความเป็นประจำ รูปของกริยาประโยคนั้น ... ต้องใช้ Present Simple Tense
- He says hello to me whenever he sees me.
- I wash my car every week-end. - She usually relaxes after game.
- David visits his home twice a year.
- Somsri habitually gets up early.
- We go to school every day.


ใช้ Present Continuous Tense เมื่อ ...
1) ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในขณะที่พูดและมักมีคำกริยาวิเศษณ์
now, at the present, at this moment, at the present time, these days
2) ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งขณะที่พูดประโยคนี้ออกไปนั้นไม่จำเป็นต้องกระทำอยู่ แต่ในช่วงเวลาอันยาวจะทำสิ่งนั้นอยู่จริงๆ และมักมีคำบอกระยะเวลายาวมากำกับไว้
ได้แก่ this week this month this years
3) ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งต้องเป็นเป็นเช่นนั้นแน่นอน มักใช้กับคำกริยาที่แสดงการเคลื่อนที่ เคลื่อนไหว มักมีคำบอกเวลาเป็นอนาคตร่วมด้วย
ได้แก่ next Sunday on Friday tomorrow

กริยาที่นำมาแต่งเป็น Continuous Tens ไม่ได้
กริยาที่แสดงการรับรู้ --- see feel smell
กริยาที่แสดงภาวะของจิต แสดงความรู้สึก ความผูกพัน know understand believe belong agree consider forget recall detest trust wish have appear depend refuse contain mean love hate seem like disagree notice remember dislike prefer distrust possess own differ deserve consist of doubt suppose
อย่างไรก็ตาม ถ้ากริยาเหล่านี้ นำมาใช้ในความหมายอื่นคือ แปลผิดไปจากคำแปลที่แท้จริงของมัน ก็ใช้แต่งเป็น Present Continuous Tense
เช่น see ถ้าแปลว่า พบ ไปพบ ไปส่ง
- Kukrit is seeing Turng Siew Ping tomorrow. (seeing = meeting)
- We are seeing him off at Don Muang Airport. (seeing = saying goodbye)
feel ถ้าแปลว่า คลำหา ก็แต่งเป็น Present Continuous Tense
- He is feeling his way along the face of the cliff.
- The blind man was feeling his away along the road.






ใช้ Present Perfect Tense เมื่อ …
1) ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้วในอดีต และเหตุการณ์นั้นยังคงต่อเนื่องมาถึงเวลาปัจจุบัน (คือเวลาที่พูดประโยคนี้ออกไป) มักจะมี Adverb เหล่านี้คือ since, for, so far, up to now, up to now, up to the present time มาร่วมแสดงเวลาเสมอ
- Bill has lived in New York since 1975.
- I have studied English for more than three years.
หลักการใช้ since และ for
since แปลว่า “ตั้งแต่” ใช้กับเวลาอันเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นั้นในอดีต ซึ่งหลัง since จะได้แก่คำต่อไปนี้
………. Since yesterday ………. since last week (month,year)
………. Since 1980 ………. Since six o’ clock
………. Since world war ………. Since Monday
……….. since January …….… since the beginning of the year
หรือบางครั้ง หลัง since อาจเป็นประโยค Past Simple Tense ก็ได้
= Present Perfect + since + Past Simple เช่น :-
……….. since he was a boy.
……….. since her father died.
……….. since he left school.
for แปลว่าเป็นเวลาใช้กับจำนวนนับตั้งแต่เกิดเหหหตุการณ์มาจนถึงขณะพูดหรือพุดให้ง่ายก็คือ ใช้เพพพื่อบอกความยาวตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบันนานได้เท่าไร กี่ชั่วโมง กี่วัน กี่เดือน กี่ปี
……….. for 2 hours.
……….. for 6 days.
……….. for years.
……….. for a long time.
2) ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้ทำซ้ำๆ เป็นหลายครั้งหลายหนในอดีต และเหตุการณ์ต่อไปนี้อาจจะทำอีกต่อไปในอนาคต มักจะมีคำ Adverb เช่น many times, several times, over and over มากำกับเสมอ



3) ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยทำหรือไม่เคยทำในอดีต ซึ่งไม่ได้บ่งบอกเวลาที่แน่นอนเอาไว้ และมักจะมีคำ Adverb คือ ever, never, once, twice มาใช้ร่วมเสมอ
- I have never seen him before.
- Have you ever been aboard? No,never.
- My father has been to London twice.
- Chuchart has been to china once.
4) ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ได้เกิดขึ้นหรือกระทำไปแล้ว แต่ผลของการกระทำนั้น ยังประทับใจผู้พูดอยู่ใช้ Present Perfect Tense ได้เช่น :-
- I have turned on the light.
- He has opened the window.
- The train has arrived at the station.
5) ใช้กับเหตุการณ์ที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นจบลงไปใหม่ๆ โดยเวลาไม่นาน ในการนี้จะมี Adverb ต่อไปนี้มาร่วมเสมอ ได้แก่ already เรียบร้อยแล้ว, just พึ่งจะ, yet ยัง, finally ในที่สุด, eventually ในที่สุด, recently เมื่อเร็วๆนี้ เช่น :-
- The principal has just gone out.
- I have already closed the window.
- He hasn’t gone out yet.
การใช้ yet just already
yet : ใช้ในประโยคปฏิเสธและนิยมวางไว้ท้ายประโยค
- He has not died yet.
just , already : ใช้ในประโยคบอกเล่า และวางไว้หน้ากริยาหลัก เสมอ
- He has just finishedhis work.
หมายเหตุ : จะใช้ already และ yet ในประโยคคำถามก็ได้ แต่ความหมายต่างกันเล็กน้อย
- ใช้ already เมื่อผู้ถามหวังจะได้คำตอบรับ yes
- ใช้ yet เมื่อผู้ถามหวังจะได้คำตอบปฏิเสธ no


ใช้ Present Perfect Continuous Tense เมื่อ …
1) เมื่อต้องการจะเน้นว่า การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในอดีต ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน (ขณะพูด) และก็คงจะดำเนินต่อไปอีกในอนาคต (***เน้นความต่อเนื่องไปถึงอนาคต)
เช่น - I have been working for 3 hours.
- Thomas has been living in Thailand since 1997.
ส่วนมาก ใช้กับ verb ที่มีความหมายกระทำได้นาน ได้แก่ learn stay live work sit sleep rest read wait play ,etc.

Past Simple Tense
Subject + กริยาช่อง 2
การเติม ed ที่คำกริยามีหลักเกณฑ์ คือ :-
(1) กริยาที่ลงท้ายด้วย e อยู่แล้วเติม d ได้เลย
(2) กริยาที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม ed
(3) กริยาที่ลงท้ายด้วย y แต่หน้า y เป็นสระ ให้เติม ed ได้เลย
เช่น play obey delay enjoy stay
ใช้ Past Simple Tense เมื่อ …
1) ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต แล้วก็จบลงไปแล้วในอดีตโน้นก่อนที่จะพูดประโยคนี้ออกมา มักมี คำ กลุ่มคำ อนุประโยค ที่แสดงความเป็นอดีตมากำกับไว้เสมอ
คำ กลุ่มคำ อนุประโยค
ago last night When he was young
once last week (month) When he was 15
yesterday last year after he had gone
formerly in 1990, just now wheneverhe saw me
yesterday morning when I lived in Paris
yesterday afternoon
during the war


2) ใช้กับการกระทำในอดีต แสดงลำดับความต่อเนื่องของเหตุการณ์กรณีนี้ verb ทุกตัว ต้องเป็น
Past Simple Tense เช่น:-
- I opened my bag, took out some money and gave it to my friend.
- He jumped out of the house, saw a policeman and ran away.
3) ใช้กับกริยาในประโยคที่อยู่หลังสำนวนต่อไปนี้
I would rather + It’s time + It’s high time +


Past Continuous Tense
Subject + was,were + กริยาเติมing
ใช้ Past Continuous Tense เมื่อ …
1) ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้น ไม่พร้อมกันในอดีต อันหนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนินไปอยู่ก่อน และมีเหตุการณ์ที่สองอันสั้นๆ เกิดแทรกเข้ามา
มีหลักคือ เกิดก่อน Past Con เกิดหลัง Past Sim
เช่น : - While he was walking along the street, he saw an accident.
- I was reading a book when he came in.
2) ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือกำลังดำเนินอยู่พร้อมกันในเวลาเดียวกันในอดีต
ทุกเหตุการณ์ต้องใช้ Past Con ทั้งคู่
- My mother was cooking while I was playing.
- He was standing while she was sitting.
3) ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หรือกำลังดำเนินอยู่ ณ เวลาจุดใดจุดหนึ่งในอดีต ตามที่ระบุไว้อย่าง
ชัดเจน
- They was cleaning the room at 8 o’ clock yesterday.
- I was staying at the Erawan Hotel at this time yesterday.
- When I saw him, he was watering in the garden.
ข้อสังเกต : clause ที่ตามหลัง when มักใช้ Past Sim
ส่วน clause ที่ตามหลัง while มักใช้ Past Con


Past Perfect Tense
ประธาน + had + กริยาช่อง 3
ใช้ Past Perfect Tense เมื่อ …
1) ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีต และก็สิ้นสุดลงไปแล้วในอดีตโน้น โดยเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง
เหตุการณ์เกิดก่อนใช้ Past Perfect Tense ( S. + had + v.3 )
เหตุการณ์เกิดหลังใช้ Past Simple Tense ( S. + v.2 )
- We went out for a walk after we had eaten dinner.
- Anong had learnt English before she went to England.
- When we reached the field, the football match had begun.
- When I called on Suni,her mother told me that she had left home.
2) ใช้กับคำว่า By the time , By May , By 1990 ซึ่งมีความหมายว่า นับเวลามาจนสิ้น . นับเวลามา
ก่อนหน้านี้ ,มีโครงสร้างประโยคคือ
By the time + Past Sim + Past Perfect
3) ใช้ Past Perfect Tense ควบคู่กับ Past Simple Tense ในสำนวนต่อไปนี้
Subject + had + no sooner + v.3 + than Subject + v.2
hardly when
scarcely when
4) ใช้กรณีที่ตามหลัง I wish แสดงความปรารถนาในสิ่งที่ตรงข้ามกับความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต
- I wish I had been born in a rich family.


Past Perfect Continuous Tense
ประธาน + had + been + กริยาเติม ing
มีวิธีใช้ เช่นเดียวกับ Past Perfect Tense
** แต่มีการเน้นถึงความต่อเนื่องของเวลาได้ดีกว่า
- The telephone had been ringing for 5 minutes before it was answered.
- He had been sleeping for 3 hours when we called on him.

25เหตุผลที่คนอกหักต้องมีชีวิตอยู่‏

เก็บตกมาฝาก... อ่านแล้วเพื่อนๆชอบข้อไหนเอ่ย....

1. อยู่เพื่อคนที่เรารัก ซึ่งมีเยอะมากมาย พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง
2. อยู่กินอาหารอร่อยๆ ของโปรด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนัก สเต๊ก ช็อกโกแลต พิซซ่า
3. อยู่เพื่อหาแฟนใหม่(ให้ได้ และให้ดีกว่าเดิม)
4. อยู่เพื่อทำสิ่งดีๆ ให้กับโลก โลกกำลังรอคนดี มีฝีมืออย่างเรา
5. อยู่เพื่องานที่กองสุมอยู่บนโต๊ะ ถ้าไม่มีเราสักคนใครจะสะสางได้

6. อยู่เพื่อให้เห็นว่า เราเป็นคนเก่ง ที่ผ่านวิกฤติของชีวิตไปได้
7. อยู่เพื่อพิสูจน์ว่า เวลารักษาแผลใจได้จริงๆ
8. อยู่เพื่อจะฟังเพลงอกหักทุกเพลง ที่แต่งขึ้นมาเพื่อเรา และมันจะเพราะมาก
9. อยู่เพื่อที่จะพูดคุยเรื่องละคร เรื่องเกมโชว์ ไม่ต้องคุยเรื่องฟุตบอลอีกต่อไป
10. อยู่เพื่อจะเล่าเรื่องของวันนี้ เป็นเรื่องตลกของวันพรุ่งนี้

11. อยู่เพื่อจะได้ดูหนังโรแมนติก คอมเมดี้ แทนที่จะต้องดูหนังบู๊ล้างผลาญ
12. อยู่เพื่อที่จะใช้ชีวิตแบบโดยไม่ต้องห่วงว่า เราจะต้องโทรบอกใครหรือใครจะต้องโทรบอกเรา
13. อยู่เพื่อที่จะรู้ว่าค่าโทรศัพท์ของเราลดลง จนสามารถเอาไปช่วยเด็กยากจน เด็กขาดอาหารได้
14. อยู่เพื่อจะรู้ว่าจริงๆแล้ว ก็แค่กลับมาทำตัวให้เหมือนตอนที่ยังไม่รู้จักเขาเท่านั้นเอง
15. อยู่เพื่อที่จะได้แต่งตัวตามสบาย ตามสไตล์เรา

16. อยู่เพื่อที่จะได้ดูแลตัวเองให้สวยขึ้น
17. อยู่เพื่อที่จะรู้ว่า ความสวยของเราไม่ได้หยุดชะงักเหมือนความสูง
18. อยู่เพื่อจะเรียนรู้ว่า คนอื่นก็เจอ...และเขาก็อยู่ได้
19. อยู่เพื่อจะเรียนรู้ว่าชีวิตหนึ่ง...ต้องเจอบ้าง
20. อยู่เพื่อจะรู้ว่าการเสียน้ำตาเยอะๆ ไม่ทำให้ร่างกายเสียศูนย์เหมือนโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

21. อยู่เพื่อที่จะต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อให้คติ ข้อคิดกับคนอื่นได้
22. อยู่เพื่อที่จะพูดคุยกับเพื่อนฝูงเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ ไม่ใช่ปรึกษาปัญหาหัวใจอีกต่อไป
23. อยู่เพื่อเรียนรู้ว่าการเดินคนเดียวทำให้มีพื้นที่เดินเยอะขึ้น
24. อยู่เพื่อที่จะเพิ่มคนเข้มแข็งให้กับโลกอีกหนึ่งคน
25. อยู่เพื่อให้เขาเห็นว่า ไม่มีเขา แต่โลกก็ยังหมุนและเราก็ไม่ตาย

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

อัพโหลดไฟล์

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

Movie

สารบัญเว็บไทย

Thailand Map